“บัญญัติ” บอกปี 68 สารพัดปัญหารุมเร้ารบ. ชี้ “ทักษิณ” ต้นเหตุ เหลื่อมล้ำกระบวนการยุติธรรม จนต้องลงถนน พรรคร่วมจับมือแบบหลวมๆ รอชิงความได้เปรียบ

การเมือง31 ธ.ค. 2567 • 09:33 น.
“บัญญัติ” บอกปี 68 สารพัดปัญหารุมเร้ารบ.  ชี้ “ทักษิณ” ต้นเหตุ เหลื่อมล้ำกระบวนการยุติธรรม จนต้องลงถนน พรรคร่วมจับมือแบบหลวมๆ รอชิงความได้เปรียบ

วันที่ 31 ธ.ค. 67 นายบัญญัติ บรรทัดฐาน  สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์  วิเคราะห์ถึงสถานการณ์การเมืองในปี 2568 ว่า น่าจะเป็นปีแห่งความรุ่มร้อนและร้อนรุ่มคือ การเมืองในปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าค่อนข้างจะร้อน ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ประชาชนประสบความยากลำบากจากปัญหาเศรษฐกิจครัวเรือน แล้วยังเกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ยิ่งซ้ำเติมให้เดือดร้อนมากขึ้น และการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมาใช้นโยบายประชานิยม ที่เป็นนโยบายเฉพาะหน้า ทำได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ได้แก้ที่รากฐานเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน 

 

นายบัญญัติ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะประกาศว่า จะทำให้ตัวเลขจีดีพีทางเศรษฐกิจเติบโตให้อยู่ที่ 2.6 และ 2.8 แต่ดูแล้วไม่มีปัจจัยอะไรที่สามารถค้ำจุนเศรษฐกิจให้มั่นคงถาวรได้ ตอนนี้เศรษฐกิจของเราอยู่ได้จากการส่งออกกับรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว แต่ถ้าสังเกตให้ดีนโยบายฟรีวีซ่าที่รัฐบาลภาคภูมิใจหนักหนา ต้องการการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีการใช้จ่ายสูง แต่หลายคนในแวดวงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมองว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามากลายเป็นพวกที่ไม่มีคุณภาพ ทำให้การใช้จ่ายในประเทศไทยไม่มากเท่าที่ควร และสักระยะหนึ่งทุกอย่างจะแผ่วลง

 

นายบัญญัติ กล่าวว่า ส่วนเรื่องรายได้จากการส่งออกที่หลายคนเป็นห่วง เนื่องจากสหรัฐอเมริกาอาจมีการปรับเปลี่ยนนโยบายที่มีต่อจีน และอีกหลายประเทศที่เขามองว่าเสียดุล ซึ่งไทยอาจอยู่ในเป้าหมายของสหรัฐฯ และอาจโดนสองต่อคือ ถ้าสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าจากไทย 10 เปอร์เซ็นต์ เราก็จะแย่ และถ้าสหรัฐฯ ไปเล่นงานจีนหนักก็จะกระทบกับไทย เพราะจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของเรา ขณะเดียวกันก็มีสินค้าราคาถูกจำนวนมากเข้ามาตีตลาดไทย ตนจึงเห็นว่าเศรษฐกิจในปีหน้ายังหวังอะไรไม่ได้ ประชาชนก็ยังประสบความลำบาก และถ้าระดับเพิ่มมากๆ ทุกคนก็จะมากดดันรัฐบาลให้ร้อนรุ่มไปด้วย

 

นายบัญญัติ กล่าวว่า ปัญหาที่จะรุมเร้ารัฐบาล ทั้งปัญหาสังคม เช่นยาเสพติด การฉ้อโกง การลักเล็กขโมยน้อย แต่สิ่งที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกอึดอัดโดยเฉพาะผู้ที่ตื่นตัวทางการเมืองคือ ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมและการเลือกปฏิบัติ ถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก แค่เฉพาะกรณีกรมราชทัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตนมองว่าเป็นปัญหาที่น่ากลัวมาก แม้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และแพทยสภาเริ่มเคลื่อนไหว แต่ก็ต้องติดตามดูว่า ท้ายที่สุดจะออกมาเป็นอย่างไร ยังบอกไม่ได้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณในเรื่องนี้ จะไปให้ถ้อยคำกับป.ป.ช. อย่างไร  

 

นายบัญญัติ กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ดินเขากระโดง ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ตนเห็นว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะคาราคาซังมานาน แม้ศาลจะมีคำพิพากษา แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล และผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าวไม่ใช่บุคคลธรรมดา และเขาพยายามออกมาต่อสู้ไม่ยอมแพ้ จึงไม่แน่ใจว่า เรื่องจะบานปลายมากน้อยแค่ไหน รวมถึงเรื่องปัญหาที่ดินอัลไพน์ที่ถูกพูดถึงอย่างมาก และมีคนยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระตรวจสอบจึงถือว่าเรื่องนี้น่ากลัว 

 

นายบัญญัติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีหลายเรื่องที่มีการร้องเรียนต่อองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ ป.ป.ช.ที่จะผุดขึ้นมาในปี 2568 ซึ่งเป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว ทั้งเรื่องความไม่ชอบธรรม ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม การเลือกปฏิบัติจะยิ่งปรากฎชัดขึ้น  และสังคมจะเกิดความรุ่มร้อนเหลืออดเหลือทนจนต้องลงมาบนถนน อาจเกิดขึ้นได้ 

 

“ความรู้สึกเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะมีเสียงมาก แต่ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริงนั้นไม่มี สังเกตได้จากมักจะมีการช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลมาตลอด นับตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาล พรรคการเมืองอันดับสองใช้เกมช่วงชิงอำนาจกดดันพรรคแกนนำออกไปจากการเป็นผู้นำ ซึ่งในอดีตเราไม่เคยเห็น ปรากฏการณ์นี้ มีแต่พรรคแกนนำอันดับหนึ่ง เป็นตัวกดดันพรรคร่วมรัฐบาลให้ออกไป แล้วเอาพรรคอื่นเข้ามาแทน แต่กลับเล่นเกมกันตลอด โดยดึงพรรคที่ประกาศตอนหาเสียงว่าหัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ร่วมรัฐบาลมาร่วมด้วย   ดังนั้นการร่วมรัฐบาลครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการร่วมแบบหลวมๆ และจะช่วงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบกันตลอด โดยเกมนี้จะร้อนแรงตลอดในปี 68 แน่นอน ” 

 

นายบัญญัติ กล่าวอีกว่า รวมถึงการช่วงชิงระดับท้องถิ่นในการเลือกตั้งนายกฯอบจ.ทั่วประเทศในวันที่ 1 ก.พ.68 ตรงนี้จะเป็นการตอกย้ำความกินแหนงแคลงใจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน แต่ที่น่าอันตรายกับการพัฒนาประชาธิปไตย คือการช่วงชิงท้องถิ่นของบ้านใหญ่ เพื่อให้เข้ามาค้ำจุนเสถียรภาพของรัฐบาล ดังนั้นการจะแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลในสังคมไทยซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ ก็จะทำได้ยาก เมื่อท้องถิ่นที่มีอิทธิพลเชื่อมกับการเมืองใหญ่จะยิ่งมีอิทธิพลมากขึ้น ทำให้ข้าราชการยิ่งเกรงใจ

 

นายบัญญัติ กล่าวว่า ส่วนบทบาทของฝ่ายค้านจะมีมากขึ้น การอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 คงไม่เกิดขึ้น แต่จะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 มากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และเป็นหน้าที่ที่ควรทำ หากสามารถทำให้รัฐบาลตั้งอยู่ในหลักในเกณฑ์ รัฐสภามีความแข็งแกร่งแก้ปัญหาของประเทศได้ ความจลาจลที่อาจเกิดขึ้นก็จะลดลง แต่ตนไม่มั่นใจว่าจะทำสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ทำได้ มิฉะนั้นอาจเกิดวิกฤตในประเทศอีกครั้ง ส่วนจะมาในรูปแบบไหนไม่สามารถคาดเดาได้ แต่ความรู้สึกอึดอัดที่ได้รับมาตลอดในปี 2567 ตนมั่นใจว่าบทบาทของฝ่ายค้านในปีหน้า น่าดูชมพอสมควร

 

เมื่อถามว่า ขณะนี้ทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาลยังไม่อยากให้รีบมีการเลือกตั้งใหม่ จึงต้องช่วยประคองกันให้อยู่ครบ 4 ปี เพื่อแต่ละพรรคจะได้เก็บทรัพยากรให้ได้มากที่สุด นายบัญญัติ กล่าวว่า ก็เป็นเช่นนั้น ตนเคยพูดว่า “เขาคงโกรธง่ายหายเร็ว” เพราะถ้าลำดับปัญหาให้เห็นมันมีมากมาย ถ้ายังใช้นโยบายเดิมๆ คิดแค่กระตุ้นเศรษฐกิจ ถามว่าจะเอางบมาจากที่ไหน ในเมื่อหนี้สาธารณะเกือบจะชนเพดานแล้ว ปัญหาเหล่านี้จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลคิดหนักว่าจะอยู่ล่มไปพร้อมๆกันหรือไม่ 

 

เมื่อถามว่า ตัวที่เร่งให้การเมืองร้อนรุ่มมากยิ่งขึ้น คือนายทักษิณใช่หรือไม่ นายบัญญัติกล่าวว่า นายทักษิณมีคนชื่นชมมาก แต่ก็มีคนที่เกลียดอยู่จำนวนไม่น้อย ตามคำโบราณที่ว่า คนรักเท่าผืนหนัง คนชั่งเท่าผืนเสื่อ พอมีการขับเคี่ยวกันหนักๆ  มีการหยิบกยกพฤติกรรมในอดีต และความล้มเหลวในระบอบทักษิณมาพูด ให้สังคมรับรู้มากขึ้น ยกตัวอย่าง หลายสื่อมีการหยิบยกคดีที่นายทักษิณแพ้ในอดีตขึ้นมาพูด และบางคดีที่ยังคาราคาซัง ตนมองว่าจะมีการหยิบยกมาพูดอีก ซึ่งก็เป็นการดีสังคมจะได้รับรู้ และเป็นบทเรียนด้วยว่าดูนักการเมือง อย่าดูเฉพาะหน้าฉาบฉวย หรือดูแต่นโยบายประชานิยมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูพฤติกรรมด้วยว่าอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไรและอนาคตจะเป็นอย่างไร