"เลขาฯกกต." ยังไม่พิจารณา ปม "พิธา" ถือหุ้นสื่อ ชี้ต้องให้ความเป็นธรรม "ผู้ร้อง-ผู้ถูกร้อง"
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 พ.ค. 66 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เข้ายื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ กกต. ในกรณีการถือหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคก้าวไกล จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป ว่า เป็นกระบวนการให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงก่อนวันเลือกตั้ง ช่วงหลังวันเลือกตั้ง ช่วงประกาศผล เรื่องนี้เป็นการร้องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 51 ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง หากกกต.ตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่มีคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ซึ่งขณะนี้เหลือเวลา 2 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง หากเป็นช่วงหลังการเลือกตั้ง ก็มีเวลาก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง ในกรณีที่เห็นว่าไม่ผิดจะถูกประกาศเป็นส.ส.ตามปกติ แต่หากเห็นว่าไม่มีคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม กกต.อาจดำเนินคดีอาญา เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครเพราะไม่มีคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการลงรับสมัครเลือกตั้ง แล้วมาสมัคร ตามมาตรา 151 ซึ่งจะไม่เป็นเหตุให้นำไปสู่การไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง ดังนั้น จะต้องประกาศผลให้เป็นส.ส.ไปก่อน และดำเนินการต่อในช่วงประกาศผลการเลือกตั้ง โดยต้องใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 มีเหตุสงสัยว่าให้พ้นจากสมาชิกภาพ ซึ่งเคยดำเนินการมาแล้วในลักษณะนี้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ร้องและถูกร้อง
เมื่อถามว่า เหตุใดกกต.ไม่ยื่นให้ศาลฎีกา พิจารณาดำเนินการก่อนการเลือกตั้ง เพราะหากยื่นหลังการเลือกตั้ง จะมีผลกระทบมากกว่า นายแสวง กล่าวว่า ทุกอย่างมีกระบวนการที่ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา เมื่อมีเรื่องร้องเรียนสำนักงานกกต.ก็จะมีการรวบรวมพยานหลักฐาน ต้องให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงข้อกล่าวหา ก่อนนำเสนอให้กกต.พิจารณา ซึ่งต้องใช้เวลา
นายแสวง เปิดเผยด้วยว่า วันนี้เพิ่งได้รับข้อมูลจากหน่วยงาน ที่กกต.ได้ขอความร่วมมือ ในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง พบว่า มีผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ คนหนึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย แต่กกต.เห็นว่า จำเป็นต้องให้ความเป็นธรรม และได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติก่อน จึงให้สำนักงานกกต.ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าคำสั่งล้มละลายยังมีผลอยู่หรือไม่ และผู้ถูกกล่าวได้มึการดำเนินการในเรื่องของการต่อสู้อย่างไรหรือไม่ จากนั้น กรรมการค่อยมาพิจารณาเรื่องการยื่นต่อศาล ดังนั้น จึงต้องแยกเรื่องกระบวนการให้ความเป็นธรรม กับผลกระทบออกจากกัน