“นิคม บุญวิเศษ” บุก สตง. จี้ ขอให้ตรวจสอบเงินงบประมาณแผ่นดิน

การเมือง7 พ.ค. 2563 • 10:23 น.
“นิคม บุญวิเศษ” บุก สตง. จี้ ขอให้ตรวจสอบเงินงบประมาณแผ่นดิน
วันที่ 7 พ.ค. 63 เวลา 09.00 น. นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ รักษาการหัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ได้ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ณ. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถนนพระรามที่ 6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้ตรวจสอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น แก่การเงินการคลังของรัฐ และขอให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนเพื่อทราบด้วย นายนิคม บุญวิเศษ กล่าวว่า ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 244 และมาตรา 245 ได้บัญญัติให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีหน้าที่และอำนาจในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ โดยให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสนอผลการตรวจสอบการกระทําที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรง ต่อคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินเพื่อพิจารณา ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบดังกล่าว ให้ปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หากที่ประชุมร่วมเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบนั้น ให้ร่วมกันมีหนังสือแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบโดยไม่ชักช้า และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนเพื่อทราบด้วย ตามความที่ทราบแล้ว นั้น เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด- 19 (COVID-19) โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัฐโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID- 19)) เป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และด้วยสถานการณ์ดังกล่าว นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยอาศัยข้อกำหนดแห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งห้วงระยะเวลาดังกล่าวนี้ ได้มีพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. 2563 รัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎรจึงมิอาจทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลผ่านทางระบบรัฐสภาหรือสภาผู้ราษฎรได้อย่างปกติ โดยในขณะเดียวกันได้มีพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 พระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ของประเทศ พ.ศ. 2563 และพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 โดยแผนงาน หรือโครงการกู้เงินของรัฐบาลที่มีวัตถุประสงค์ต่างๆ ตามที่ได้ระบุไว้ในพระราชกำหนดและบัญชี ท้ายพระราชกำหนดทั้งสามฉบับ ถือได้ว่าเป็นการก่อให้เกิดภาระหนี้สาธารณะที่มีผลผูกพันทางการเงินการคลังแก่รัฐที่มีมูลค่าอัตราที่มีจำนวนสูงมาก ซึ่งจะต้องนำกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่างๆ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม โดยพระราชกำหนด ทั้งสามฉบับ ในการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ คณะกรรมการกำกับกองทุน เพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ และคณะกรรมการกำกับการจ่ายเงินชดเชย ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่ามีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รวมอยู่ด้วย โดยทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมฝ่ายค้านเคยมีหนังสือกราบเรียนไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ดำเนินการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ แต่ก็ยังไม่มีการตอบสนองรับตามคำเรียกร้องแล้วนั้น จึงขาดการตรวจสอบตามระบบของรัฐสภาตามเงื่อนไขแห่งห้วงระยะเวลาดังกล่าวแล้ว รวมทั้งวิธีการใช้จ่ายงบประมาณตามปกติหรืองบประมาณแผ่นดิน พ.ศ. 2563 กับกรณีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 ที่ได้ใช้ไปแล้วนั้น เป็นไปโดยชอบหรือไม่ ได้ใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์แห่งความเป็นจริงไปแล้วมากน้อยเพียงใด คุ้มค่ากับผลประโยชน์ ที่ประชาชนทั้งแผ่นดินได้รับหรือไม่ มีการเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ การบริหารจัดการเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายหรือไม่ ใช้วิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องหรือก่อให้เกิดความผิดพลาดอย่างใดหรือไม่ และการจ่ายเงินช่วยเหลือ ค่าเยียวยา ค่าชดเชย และค่าเสี่ยงภัย ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นไปอย่างเป็นธรรมทั่วถึงและเท่าเทียมกันหรือไม่เพียงใด เนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้จากประชาชนหลายๆ ภาคส่วนได้ออกมาประท้วงและเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ เพื่อให้ตนเองและครอบครัวได้ดำรงชิวิตให้รอดพ้นจากวิกฤตอยู่อย่างต่อเนื่องทุกวัน ดังที่มีปรากฏตามสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ ที่ได้นำเสนอข่าวแล้วนั้น และมีบางครอบครัวหาทางออกของปัญหาไม่ได้ถึงขั้นต้องทำอัตวินิบาตกรรมตนเอง หรือการฆ่าตัวตายหนีความอดอยากอย่างทุกข์ทนทรมานแสนสาหัสเป็นต้น โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 164 บัญญัติว่า ในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรี ต้องดําเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย เป็นไปโดยเปิดเผย และมีความรอบคอบ และระมัดระวังในการดําเนินกิจการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม รักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สร้างเสริมให้ทุกภาคส่วน ในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม และผาสุก ประกอบกับพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 9 รัฐต้องดําเนินนโยบายการคลัง การจัดทํางบประมาณ การจัดหารายได้ การใช้จ่าย การบริหารการเงินการคลัง และการก่อหนี้ อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ ดังนั้น เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถือว่าเป็นหน่วยงานที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 244 และมาตรา 245 ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 มาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 53 ได้รับรอง และคุ้มครองเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจไว้แล้ว จึงขอให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้โปรดตรวจสอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ และขอให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนเพื่อทราบด้วย