"หมอระวี" เตือน เลขาฯกสทช. คิดให้ดีจะอุ้ม ปชช.-นายทุน ระวังถูกฟ้อง 157
วันที่ 23 ก.ย.65 เวลา 13.40 น.นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวระบุถึงกรณีที่กฤษฎีกาชี้ทางออกประเด็นควบรวมทรู-ดีแทค โดยอ้างอิงประกาศปี 61 ว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถึงทางสองแพร่งแล้ว ในวันที่ 22 ต.ค.65 ข้อมูลต่าง ๆ น่าจะชัดเจนเพียงพอสำหรับ กรรมการ กสทช. ที่ชี้ได้ว่า กสทช.มีอำนาจที่จะพิจารณาการควบรวมกิจการระหว่าง ทรูและดีแทค หรือไม่ และถ้ามีอำนาจพิจารณา กสทช. จะอนุญาตให้ควบรวมหรือไม่ จุดยืนของพรรคพลังธรรมใหม่ สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจเอกชน ภายใต้หลักการการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม คัดค้านการผูกขาดที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ผมเห็นข้อดีหลายประการของการควบรวมครั้งนี้ แต่ขณะเดียวกัน ผมก็เห็นข้อเสียต่อประเทศ และ ประชาชนด้วย
นพ.ระวี กล่าวต่อว่า จากการศึกษาในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาผลกระทบการควบรวมระหว่าง ทรูกับดีแทค และการติดตามปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง ตนได้ข้อสรุปว่า ตัวแทนสำนักงาน กสทช.ยืนยันต่อ กรรมาธิการของสภา ตลอดว่า จากประกาศ กสทช. ปี 61 ทำให้ กสทช.ไม่มีอำนาจพิจารณาจะให้ควบรวมหรือไม่ มีแต่อำนาจกำหนดมาตรการในการป้องกันผลกระทบเท่านั้น ซึ่งกรรมาธิการหลายคนได้ทักท้วง ตัวแทนจากสำนักงาน กสทช.ไปหลายครั้งว่า กสทช.น่าจะมีอำนาจพิจารณาการควบรวมหรือไม่ถ้าพิจารณาจากประกาศ กสทช.ทุกฉบับมาพิจารณาร่วมกัน โดยที่นักวิชาการ, องค์กรผู้บริโภค, TDRI ล้วนเสนอผลการศึกษาว่า การควบรวมมีผลเสียต่อประเทศและประชาชน ถ้าปล่อยให้มีการควบรวมทำให้ดัชนี HHI สูงเกิน 3,000 จุด
นพ.ระวี ยังกล่าวต่อว่า คำพิพากษาศาลปกครอง ระบุชัดเจนว่า ถ้าการควบรวมมีผลเสียต่อประเทศชาติมาก กสทช.มีอำนาจจะไม่ให้ควบรวมได้ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ได้มีหนังสือตอบกลับไปที่สำนักงาน กสทช. ตั้งแต่ 20 ก.ย. 65 เรียบร้อยแล้วแต่ปรากฏว่ามีประเด็นการตีความ ความเห็นของกรรมการทฤษฎีกาที่ต่างกัน และตามข่าวเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 65 เท่าที่ตนติดตามจากสื่อพบข่าว นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการกสทช..ระบุว่ากฤษฎีกาแจ้งว่า กสทช.ไม่มีอำนาจพิจารณาให้ควบรวมหรือไม่ตามประกาศ กสทช. ปี 61 ทำได้แค่การออกมาตรการกำกับดูแลผลกระทบเท่านั้นและยังมีความเห็นด้วยว่า กสทช.ต้องใช้อำนาจโดยคำนึงถึงความได้สัดส่วนระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภค กับการพัฒนากิจการโดยคมนาคมด้วย
ทั้งนี้ นพ.ระวี ยังกล่าวถึงหลานภาคส่วน เช่น นักวิชาการ ,กรรมาธิการหลายท่าน , องค์กรผู้บริโภค, นพ. ประวิทย์ (อดีตกรรมการ กสทช) ,อนุกรรมการด้านกฎหมายของ กสทช. ล้วนแต่มีความเห็นว่า กสทช. มีอำนาจในการพิจารณาการให้ควบรวมกิจการได้หรือไม่ ตามประกาศ กสทช. ปี 49 และ 61 ถ้าเป็นการถือโครงของธุรกิจเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับการวินิจฉัยของศาลปกครองและคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่ง ทรู ดีแทค ถือครองธุรกิจเดียวกันหรือไม่ ก็ได้รับการยืนยันจากที่ปรึกษาอิสระ (finansa),อนุกรมด้านกฎหมาย ,ที่ปรึกษาจากจุฬาลงกรมหาวิทยาลัย แล้วว่า เป็นการถือครองธุรกิจโทรศัพท์มือถือแบบเดียวกัน
"ผมเห็นใจ กสทช.เพราะถ้าตัดสินว่าไม่ให้ควบรวมก็จะ ถูกเอกชนฟ้องศาล แต่ถ้าให้ควบรวม ก็จะถูกองค์กรผู้บริโภค และภาคประชาชนฟ้องศาลแน่นอน ดังนั้น กรรมการ กสทช.ต้องเตรียมข้อมูล,หลักฐานอย่างสมบูรณ์ที่สุด และที่สำคัญ คือ การตัดสินใจอย่างสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม โดยถือหลักผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก ผมขอเรียกร้องให้รักษาการเลขาธิการ กสทช. ต้องพิจารณาของกฎหมายต่าง ๆ ให้ดี โดยตระหนักถึง ภาระหน้าที่ของตนว่า จะยึดถือผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลักสำคัญ หรือจะถือผลประโยชน์ผู้ประกอบการเป็นหลัก ไม่งั้นสุดท้าย ผมเป็นห่วงว่า จะมีคนไปร้องเอาผิดตาม มาตรา 157 กับรักษาการเลขาธิการ กสทช."