"โฆษกประชาชาติ" แนะ "ประยุทธ์" ลาออก เพื่อเห็นแก่รัฐธรรมนูญ ลดความขัดแย้งทางสังคม

การเมือง5 ก.ย. 2565 • 01:42 น.
"โฆษกประชาชาติ" แนะ "ประยุทธ์" ลาออก เพื่อเห็นแก่รัฐธรรมนูญ ลดความขัดแย้งทางสังคม

 

วันที่ 5 ก.ย.65 นาย สุพจน์ อาวาส โฆษกพรรคประชาชาติ เปิดเผยว่า ตามที่ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองรองประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ให้ความเห็นว่า การอภิปรายในชั้นยกร่างเป็นความเห็นเฉพาะบุคคลเท่านั้น ไม่ใช่บทสรุปของคณะกรรมการร่าง และปรมาจารย์ด้านกฎหมายก็ได้ให้ความเห็นว่าบันทึก ความมุ่งหมายของคณะกรรมการร่างฯ มีน้ำหนักน้อยที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะรับฟังนั้น 

โฆษกพรรคประชาชาติ กล่าวต่อว่า ตนได้สอบทานและอ่านบันทึกความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (ทั้งคณะ) ได้จัดทำขึ้น เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 โดยเฉพาะในส่วนของคำนำที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ความว่า "มีความมุ่งหมายในการจัดทำเอกสารเล่มนี้ขึ้นมาแทนคำว่า เจตนารมณ์ เพื่อสื่อความหมายโดยตรงและชัดเจนถึงหลักคิดในการยกร่างรัฐธรรมนูญในมาตราต่างๆ ดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ โดยตั้งใจว่า นอกจากจะบอกเล่าถึงความมุ่งหมายและความหมายแล้ว ยังจะบอกเล่าถึงเหตุผล ความเป็นมาของแนวคิดที่นำมาบัญญัติ พัฒนาการของมาตรานั้นๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงแนวความคิดและความมุ่งหมายล่าสุดของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในการจัดทำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรานั้นๆ โดยหวังว่าจะได้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเพื่อใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหา หากมีเหตุให้ต้องตีความ

" คำนำของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ถือเป็นหลักฐานทางเอกสารที่สำคัญว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคสี่ ที่กำลังเป็นประเด็นข้อถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบันนี้สามารถหาคำตอบได้จากคำอธิบายประกอบรายมาตราของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนี้เอง ไม่ต้องไปตะแบง หรือ แสวงหาเหตุผลมาอธิบายข้างๆ คูๆ ให้เสียผู้เสียคนไปจนเกินงาม"

นายสุพจน์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย บรรดานักกฎหมายต่างก็รู้กันดีว่า การใช้การตีความ ต้องยึดถือตามลายลักษณ์อักษร และความมุ่งหมายที่เป็นเหตุผลในการยกร่างเป็นสำคัญ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 เพิ่งใช้บังคับมาได้แค่เพียง 6 ปี สภาพการณ์บ้านเมืองมิได้เปลี่ยนแปลงไปใดๆ เลย ที่จะทำให้การตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคสี่ จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ของบ้านเมือง การปกครอง เพราะ ตั้งแต่ พลเอก ประยุทธ์ ยึดอำนาจเมื่อปี 2557 ถึงมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นอย่างไร ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น

ทั้งนี้ประเด็นที่เป็นปัญหานี้เป็นที่ชัดเจนในตัวบทมาตรา 158 วรรคสี่ ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ที่จะมิให้มีการครองอำนาจและสืบทอดอำนาจ อันจะไร้ซึ่งการตรวจสอบจากองค์กรอิสระต่างๆ และที่ปรากฎในรายงานการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ตามบันทึกการประชุมครั้งที่ 500 วันศุกร์ที่ 7 กันยายน 2561 แล้วว่า นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ สำหรับการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งให้นับรวมการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนรัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้ด้วย

"เพื่อลดความขัดแย้งทางสังคมและเป็นการรักษาเกียรติยศของตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตลอดจน รักษาความเป็นกฎหมายที่สูงที่สุด คือ รัฐธรรมนูญเอาไว้ ตลอดจน มิต้องให้เรื่องที่เกี่ยวข้องถูกยกขึ้นเป็นกรณีวิพากษ์วิจารณ์ในวงการนิติศาสตร์อย่างไม่มีจบสิ้นเช่นเดียวกับกรณีถวายสัตย์ฯ  อีกทั้ง มิต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องอึดอัดใจที่จะวินิจฉัยในเรื่องนี้ พลเอก ประยุทธ์ ควรแสดงเจตนารมณ์เพื่อขอพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง ระหว่างที่มีการสรรหาบุคคลเพื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ทดแทน ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง มาตรา 167วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) จากนั้น ก็กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกหน ก็คงจะไม่มีใครว่า เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีเกิน 8 ปีไว้ " นายสุพจน์  กล่าว