" รัฐวิสาหกิจ-เอกชน" ยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ ต่อต้านการทุจริต
" รัฐวิสาหกิจ-เอกชน" ยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ ต่อต้านการทุจริต โดยประกาศที่จะไม่ทำธุรกิจร่วมกับคู่ค้าที่มีประวัติไม่โปร่งใส พร้อมยอมรับ การสร้าง ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมในองค์กรเป็นเรื่องยากที่สุด
ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร “นักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง” หรือ นยปส.รุ่นที่ 13 รับฟังการบรรยายจากผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและเอกชน ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารองค์กรในหัวข้อ “การสร้างความร่วมมือในองค์กร เพื่อการป้องกันการทุจริต”
โดย นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวถึงปัญหาในสังคมไทยมาจากความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้าง และ หลักธรรมาภิบาล
ธนาคารออมสินเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่ดูแลคนฐานราก ซึ่งการเปลี่ยน social bank เพื่อช่วยคนจนนั้นทำไม่ยาก แต่ขั้นตอนวิธีการมาก ซึ่งต้องบริหารหารายได้และลดต้นทุน เพื่อเอากำไรจากการหารายได้เพิ่มไปช่วยภารกิจเชิงสังคม มุ่งมั่นการยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาล โดยมีการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐหรือ ITA ตรวจสอบและประเมินการบูรณาการร่วมกันทั้งองค์กร ซึ่งในปี 2564 ได้ 98.85 คะแนน และเห็นว่าการแก้ปัญหาทุจริตได้นั้น จะต้องลดโอกาสเรื่องการตั้งงบประมาณและใช้งบประมาณ ป้องกัน ควบคุมและหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมกับคนที่มีชื่อเสียงไม่ดี เช่น “การจ่ายเงินใต้โต๊ะ” หรือมีทัศนคติว่า “กินตามน้ำ นิดหน่อย ไม่เป็นไร”
ปี2564 ทำกำไร 25,260 ล้านบาท มาจากการลดต้นทุน และลดโอกาสของการทุจริตคอร์รัปชั่น นำส่งรายได้ให้รัฐสูงสุดเป็นอันดับ4 กำไรที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งตั้งเป็นเงินทุนสำรองให้ธนาคารเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เป็นการสำรองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตั้งแต่ตั้งธนาคารมา 109 ปี และยอมรับว่าการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องใหญ่และยากมากจึงต้องทำเรื่องนี้ภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เช่นนโยบายไม่รับของขวัญ
นางสาวเพียงพนอ บุญกล่ำ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมาย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีลักษณะลูกครึ่งระหว่างรัฐกับเอกชน และมีบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงมีหน่วยงานกำกับดูแล ตรวจสอบ จำนวนมาก ให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะผู้ที่เป็นกรรมการ ผู้บริหาร ที่ต้องซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใสและทำตามมติคณะกรรมการ ไม่มีส่วนได้เสียทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้ยังปลูกฝังค่านิยมองค์กรเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีนโยบายไม่รับของขวัญและรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตจากคนในองค์กร ให้ความสำคัญกับบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารในการขับเคลื่อนแนวปฏิบัติที่ดี โดยเชื่อว่า “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก”
นายทศพร รัตนมาศทิพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ปัจจุบันแรงกดดันของประเทศที่มีมากที่สุดมาจากวิกฤตโควิดที่กู้เงินมาเยียวยา และการคอร์รัปชั่น ส่งผลต่อดัชนีการรับรู้การทุจริตไทย อยู่อันดับที่ 110 จาก 180 ประเทศ ได้คะแนน 35 คะแนนจาก100 คะแนน
ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่เพิ่มขึ้น เป็นตัวบีบคั้นที่นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นแม้จะมีกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังแจ้งเบาะแสภาครัฐ แต่ต้องมีการควบคุมภายในที่เหมาะสม ไม่ให้มีการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ยกตัวอย่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ ที่มีความชัดเจนและสามารถมีบุคคลที่3 จากภาคเอกชนเข้าไปเป็นผู้สังเกตการณ์ สอดส่องเฝ้าระวัง มีการใช้ข้อตกลงคุณธรรมในโครงการที่เสี่ยงทุจริต และหากใครที่เข้าข่ายกระทำการทุจริต จะต้องกล้ารับผิดชอบในผลที่จะตามมา
นางวัลลยา แก้วรุ่งเรือง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกฎหมายและควบคุม ธนาคารไทยพานิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารมีนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่นและสินบนมาจัดทำเป็นจรรยาบรรณคู่ธุรกิจ ที่ต้องมีความซื่อสัตย์ ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน และลงนามข้อตกลงที่จะไม่กระทำการใดๆที่เป็นการทุจริต ติดสินบน หรือให้ผู้ใดได้รับประโยชน์ที่ไม่ถูกต้องทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรให้พนักงานเรียนรู้เรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่นและสินบน รวมทั้งนโยบายงดรับของขวัญ และเปิดช่องทางให้พนักงานแจ้งเบาะแสการทุจริตผ่าน Whistle blower โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลให้กับผู้บริหาร
นางสาวธิดาพร มีกิ่งทอง รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานปฏิบัติการและรักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานกำกับกฎเกณฎ์และกฎหมาย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ธนาคารเป็นทั้งรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงิน จึงมีกฎเกณฑ์หลายด้านภายใต้การกำกับดูแลของหลายหน่วยงาน โดยยึดหลักความยั่งยืนบนธรรมาภิบาล ต่อต้านการทุจริต ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีระบบติดตามผลการปฏิบัติงานตามนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ และมีกิจกรรมส่งเสริมการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในองค์กร
นางอินทรานี สุมาวงศ์ อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงการปฏิบัติงานเป็นผู้ประสานงานกลางภายใต้กฎหมาย 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน และ ความร่วมมือระหว่างประเทศในความร่วมมือทางอาญา และผู้กระทำความผิดหลบหนีไปต่างประเทศทั่วโลก ภารกิจสำคัญคือส่งคำร้องขอและติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาลงโทษ เช่นเดียวกับต่างประเทศที่ส่งคำร้องขอมายังไทย จึงเป็นความร่วมมือที่อยู่ในพื้นฐานที่มาของสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และมีสนธิสัญญา หลักต่างตอบแทนในการส่งตัวลักษณะเดียวกันที่มีโทษทางอาญา ส่วนความร่วมมือที่สำคัญคือพยานหลักฐาน ที่จะทำให้เกิดกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง