"ผู้พิพากษา" ฮือ! พิทักษ์ความศักดิ์สิทธิ์ของศาลให้เป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของประชาชน
เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.67 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย โพสต์เฟซบุ๊ก "Paisal Puechmongkol" ระบุว่า ผู้พิพากษาฮือ
เกิดเป็นกระแสใหญ่ ในการฟื้นฟูความศักดิ์สิทธิ์ของศาลให้เป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของประชาชนอย่างแท้จริง
กรณีส่วนราชการหน่วยแล้วหน่วยเล่า ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล จนเป็นเรื่องดังสนั่นอื้อฉาว เสื่อมเสียต่อเกียรติภูมิของศาล เพราะเมื่อคำพิพากษาของศาลไม่ได้รับการปฏิบัติ แม้กระทั่งหมายขังของศาล ก็มีการนำตัว ผู้ต้องขังออกนอกเรือนจำโดยไม่นำพาที่จะขออนุญาตจากศาลก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญามาตรา 246 จนกระทั่งเกิดความ รู้สึกโดยทั่วไปว่า ศาลเป็นเจว็ด คำพิพากษาของศาลไม่มีความหมาย ไม่ต่างกับกระดาษชำระซึ่งกระทบต่อพระบรมเดชานุภาพสมเด็จพระมหากษัตริย์ซึ่งศาลกระทำการในพระปรมาภิไธย และจะไม่มีความยำเกรง ต่อสถาบันตุลาการอีกต่อไป
ที่สำคัญคือ เป็นการเซาะกร่อน อำนาจตุลาการ ซึ่งมีผลเป็นการทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และที่สำคัญกระทบต่อความรู้สึกของผู้พิพากษาตุลาการทั้งประเทศ เหมือนกับถูกเอาเท้าเหยียบหน้า
ดังนั้นจึงเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้พิพากษาตุลาการ ทั้งในเนติบัณฑิตยสภา ทั้งในสำนักส่งเสริมตุลาการและในศาล แทบทุกศาลว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ศาลก็จะแย่ยิ่งกว่า จะเป็นเจว็ด ผู้พิพากษาตุลาการเองก็มีหน้าที่ ต้อง พิทักษ์รักษาความศักดิ์สิทธิ์ของศาลตามแบบอย่างบรรพตุลาการ และต้องพิทักษ์รักษาพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ ซึ่งศาลทำการในพระปรมาภิไธย ให้มีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น
ดังนั้น จึงมีการรณรงค์กันให้ผู้พิพากษาตุลาการทั้งหลาย ธำรงรักษาไว้ซึ่งความเชื่อมั่นความศักดิ์สิทธิ์ของศาล ไม่ปล่อยให้มีการละเลยเพิกเฉย จนเกิดความเสื่อมเสียถึงขนาดนี้อีกต่อไป
และถึงเวลาแล้ว ที่ศาลจะแสดงความศักดิ์สิทธิ์ และอำนาจตุลาการอันยิ่งใหญ่ เหมือนที่ศาลฎีกาเคยพิพากษายกฟ้อง คดีอาชญากรสงคราม ที่รัฐบาลในยุคนั้นต้องการให้ประหารชีวิตจอมพลป. จึงเป็นคำพิพากษาชั้นครูที่ผู้พิพากษาตุลาการได้ถือเป็นแบบอย่าง ในการประกาศอุดมการณ์ของศาล หรือต่อมาในคดี นายพลเอกคนหนึ่งลูกน้องจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องคดีอาญาเรื่องป่าไม้ ซึ่งไม่มีใครคิดว่าศาลจะกล้าพิพากษาจำคุก แต่ปรากฏว่าในคดีนั้น ศาลได้ประกาศความศักดิ์สิทธิ์และความ เด็ดขาดในอำนาจศาลโดยศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์หัวหน้าคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็น องค์คณะคดีนี้ ได้แสดงความกล้าหาญและความศักดิ์สิทธิ์ของศาลไม่สนใจท่าทีของรัฐบาล พิพากษาจำคุกนายพลเอกท่านนั้น จนเป็นข่าวลือลั่นและต่อมา ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ก็ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยในรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าให้เป็นองคมนตรี และประธานองคมนตรี จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรม
บรรพตุลาการได้ประกาศอุดมการณ์ของศาลไว้ ในคำพิพากษาคดีอาชญากรสงครามพ.ศ 2498 ว่า คนทั้งหลายย่อมหวังในความยุติธรรมของศาลเป็นที่ตั้ง ศาลคือที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของประชาชน