เช็คอุณหภูมิการเมืองร้อน รับปีเสือ “ ไชยันต์ ไชยพร” ฟันธง ! “เพื่อไทย” ตั้งรัฐบาล “บิ๊กตู่”ยุบสภาฯ ปีนี้

การเมือง31 ธ.ค. 2564 • 16:00 น.
เช็คอุณหภูมิการเมืองร้อน รับปีเสือ “ ไชยันต์ ไชยพร” ฟันธง ! “เพื่อไทย” ตั้งรัฐบาล “บิ๊กตู่”ยุบสภาฯ ปีนี้
หมายเหตุ : “ศาสตราจารย์ ดร. ไชยันต์ ไชยพร” ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองสถานการณ์การเมืองในปี 2565 ผ่าน “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” โดยเห็นว่าการเมืองยังเป็นยุคนิวนอร์มอล แม้ ม็อบแผ่วแต่ความเห็นต่างยังเพิ่มสูง อีกทั้งมั่นใจว่าการ “ยุบสภา” จะมีขึ้นภายหลังการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น พร้อมฟันธงว่าพรรคเพื่อไทย จะชนะเลือกตั้งครั้งหน้า รวมทั้งยังมีเรื่องร้อนรออยู่ คือสถานะของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ปม “นายกฯ 8 ปี” จะนับจากเมื่อไหร่ ? พบคำตอบที่น่าสนใจดังนี้ -มองการเคลื่อนไหวการเมือง ปีที่ผ่านมา 2564 เป็นอย่างไรบ้าง ปี 2564 ที่ผ่านมาเป็นเรื่อง นิว นอร์มอล ทางการเมือง คือ มีการชุมนุมของฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่มีอีกฝ่ายหนึ่งออกมาต่อต้าน หรือปะทะ เมื่อไม่มีมวลชน 2 ฝ่ายออกมาเผชิญหน้าหรือปะทะกัน แม้จะมีการกระทำที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ในที่สาธารณะอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้การเมืองปลอดเงื่อนไขที่จะให้ทหารเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองโดยการทำรัฐประหาร - การเคลื่อนไหวของ "กลุ่มผู้ชุมนุม" ปี 2564 มีจุดไหนที่น่าสังเกต ทั้งรูปแบบและแรงกดดันต่อรัฐบาล เป็นอย่างไรบ้าง จุดที่น่าสังเกตคือ1.มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้น ความรุนแรงทั้งในทางกายภาพ และในทางสัญลักษณ์ความรุนแรงทางกายภาพ จะพบว่า มีการใช้ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ผมจะไม่กล่าวว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อนระหว่างเจ้าหน้าที่ กับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่จะกล่าวถึงการที่ผู้เข้าร่วมชุมนุม และเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ ผู้ชุมนุมบางคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นนิ้วมือขาด การสูญเสียการมองเห็น การบาดเจ็บสาหัส และผู้ชุมนุมบางคนต้องเสียชีวิต ส่วนความรุนแรงในทางสัญลักษณ์ จะเป็นการกระทำต่อสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ ได้แก่ การเผาพระบรมฉายาลักษณ์ที่ตั้งอยู่หน้าสถานที่ราชการ การจำลองเครื่องตัดคอ (กิโยตินในการปฏิวัติฝรั่งเศส) และนำพระบรมฉายาลักษณ์มาใช้กับเครื่องมือดังกล่าว 2. ปริมาณผู้เข้าร่วมชุมนุมลดลงกว่าปี พ.ศ. 2563 และจำนวนนิสิตนักศึกษา นักเรียนลดลง แต่มีนักเรียนอาชีวะเข้ามามากขึ้น และรวมทั้งเยาวชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจสังคม หรือที่เรียกว่าคนจนเมือง แต่กระแสการชุมนุมกดดันต่อรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปฏิรูปสถาบันฯ การขับไล่นายกรัฐมนตรีลดลง แต่ในส่วนของสถาบันฯมี 2 เหตุผลคือ 1.ความรุนแรงทำให้ขาดความชอบธรรม และการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ มีแต่คนจะออกมากกว่าจะเข้าร่วมเพิ่ม 2.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการกระทำที่ผ่านมาตลอดโดยอ้างว่าปฏิรูปสถาบันฯเข้าข่ายล้มล้างรูปแบบการปกครอง ซึ่งทำให้คนที่ยังมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ความคิดของตน ก็เกรงกลัวจะถูกกล่าวหา และต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนการขับไล่นายกรัฐมนตรีจะสังเกตว่า ช่วงที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การชุมนุมไล่นายกรัฐมนตรีจะแรง แต่เมื่อจบการอภิปรายฯผ่านไปก็เบาลง ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าความเข้มข้นในการชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรีสัมพันธ์กับกระแสการเมืองในสภาฯ ซึ่งตอนนั้นพล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในภาวะวิกฤตศรัทธาจากหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องมาตรการบริหารจัดการวัคซีน และปัญหาเศรษฐกิจ แต่เมื่อผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจไปแล้วความชอบธรรมในสภาฯก็กลับมา อีกทั้งประเทศอื่นๆที่พัฒนาแล้วกลับมามีปัญหาเรื่องโควิดกลายพันธุ์ระบาดอีก จนไม่รู้ว่า วิธีการใดคือวิธีการที่ถูกต้องหรือดีที่สุดในการบริหารจัดการ และสมมติว่าหากนายกรัฐมนตรีลาออกไป กฎกติกาในรัฐธรรมนูญยังเหมือนเดิม พรรคพลังประชารัฐก็จะกลับมาอีก และพล.อ.ประยุทธ์ ก็อาจจะกลับมาอีกอยู่ดี หรือหากยุบสภาฯ พรรคฝ่ายค้านก็ยังไม่พร้อม เพราะอยากจะรอแก้กฎหมายลูกก่อน เพราะถ้ายุบสภาฯไปตอนนี้ในราชกิจจานุเบกษาที่ประกาศเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็กำหนดให้ใช้กติกาเดิม ซึ่งพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ไม่นับพรรคเล็กพรรคจิ๋วก็ไม่ต้องการเลือกตั้งด้วยกติกาเดิม ดังนั้นพล.อ.ประยุทธ์ก็จะยังอยู่ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีการแก้กฎหมายลูกเรียบร้อยแล้ว -ประเมินการเคลื่อนไหวชุมนุมของม็อบในปีนี้ 2565 จะเป็นอย่างไร เมื่อแกนนำเข้าสู่กระบวนการทางคดี อย่างต่อเนื่อง ม็อบจะแผ่วลงหรือไม่ ถ้าการเมืองดำเนินไปได้อย่างที่กล่าวมาข้างต้นถือว่าเป็น นิว นอร์มอลทางการเมือง คือจะไม่เกิดรัฐประหาร ประชาชนอีกฝ่ายมีความอดทนอดกลั้นมากขึ้น และปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอีกฝ่ายอาจจะเห็นว่าเป็นนิติสงคราม ใช้กฎหมายมาปิดปากประชาชน แต่ก็ควรมองอีกด้านหนึ่งด้วยว่า การมีนิติสงครามก็น่าจะดีกว่าการใช้กำลังความรุนแรงโดยตรง ไม่ว่าจะจากรัฐหรือจากประชาชนอีกฝ่ายหนึ่ง นี่ก็ถือว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งของนิว นอร์มอลทางการเมืองด้วย และรวมทั้งการมีเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น แต่ถ้าละเมิดกฎหมาย ก็ต้องให้ศาลตัดสิน ขณะเดียวกัน “เชื่อว่า กลุ่มผู้ชุมนุมที่มีความคิดความเชื่อก็จะยังไม่หมดไป แม้จะแผ่วลง แต่จะยังคงดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมบนท้องถนนหรือการสื่อสารในโลกโซเชียลต่อไป และก็ต้องยอมรับว่าเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองใหม่ที่จะเป็นเรื่องปกติ หรือนิว นอร์มอลทางการเมืองต่อไป และต้องยอมรับความเห็นต่างและสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น” -แนวโน้มการดำรงอยู่ของรัฐบาล ในปีนี้ จะต้องเจอปัญหาที่หนักหนา อะไรบ้าง ประการแรกเป็นปัญหาทั้งระยะสั้น และระยะยาวก็คงหนีไม่พ้นปัญหาโควิดกลายพันธุ์ ซึ่งยังไม่มีความแน่นอนอะไร ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วย หากมีการยุบสภาฯภายในปี 65 และพล.อ.ประยุทธ์คิดจะไปต่อ และลงเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ส.ว. ก็ยังมีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี ดังนั้นปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือการถูกต่อต้านการสืบทอดอำนาจ แต่จะไม่มากหากพรรคที่พล.อ.ประยุทธ์ลงเป็นแคนดิเดตจะได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่งทิ้งพรรคที่สองห่าง แต่ถ้าได้คะแนนไม่มาก และยังทำท่าจะใช้บริการ ส.ว. ให้เทเสียงให้เป็นนายกรัฐมนตรี รับรองการต่อต้านจะหนักมากกว่าที่ผ่านๆมา - “3ป.” จะประคองกันไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ อย่างน้อยก็จะประคองกันไปจนหลังการเลือกตั้งทั่วไปคราวหน้า เพราะต่างฝ่าย ต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่ในสภาพที่พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นสมาชิก และหัวหน้าพรรค แต่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯเป็น ปัญหาอย่างที่เคยเกิดขึ้นสมัยร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และข้อเรียกร้องของสมาชิกพรรคต่อตำแหน่งทางการเมืองก็จะเป็นชนวนให้เกิดปัญหาความขัดแย้งแบบเดิมๆต่อไป ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยคือ เรื่องเกณฑ์ช่วงเวลาในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 158 กำหนดไว้ว่า นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ไม่ว่าจะเป็นการดํารงตําแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตําแหน่ง คำถามที่เกิดขึ้นคือ จะนับตั้งแต่เมื่อไร ? ก. ตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯตั้งแต่ พ.ศ.2557 คือ เดือนสิงหาคม หรือ ข. นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญในเดือนเมษายน พ.ศ.2560 ? หรือ ค. นับตั้งแต่มีการเลือกตั้งทั่วไปที่พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 ? “ผมคิดว่าตัด ข้อ ก. ทิ้งไปได้เลย รัฐธรรมนูญไม่น่านับย้อนหลังก่อนประกาศ ดังนั้นความเป็นได้คือ ข. และ ค. ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้จนครบเทอม คือ ถึงช่วง พ.ศ. 2566 ไม่มีปัญหาหมดสภาพในปี 2565” - ประเมินว่าจะเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองอะไรที่ต้องจับตาในปี 2565 หรือไม่ การชุมนุมประท้วงแม้ว่าจะแผ่วลงในทางปริมาณ และความถี่ของการชุมนุม แต่จะเพิ่มความเข้มข้นในแง่ของการคิดค้นหารูปแบบต่างๆที่หลากหลายและคาดไม่ถึงมากขึ้น และการชุมนุมจะเข้มข้นในช่วงการพิจารณาและตัดสินคดีแกนนำตั้งแต่ศาลชั้นต้นไปจนถึงศาลฎีกา ส่วนการเมืองในสภาฯ สิ่งที่น่าติดตามคือ การย้ายกลับพรรคเก่า อย่างเช่น การพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือการไหลสู่พรรคใหญ่จากพรรคเล็ก เช่น ไหลเข้าสู่พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และพรรคที่น่าจะได้คะแนนเสียงมากที่สุด ก็คงไม่พ้นพรรคเพื่อไทย เพราะจากการกลับมาของนักการเมืองระดับขุนพลทั้งในเขตเลือกตั้ง และเป็นแม่เหล็กในบัญชีรายชื่อ แต่จะได้ถึง 376 เสียงที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องพึ่งเสียง ส.ว. นั้น เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน สูงสุดก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 200 เสียง แต่การกลับมาก็จะทำให้พรรคเพื่อไทยมีปัญหามากที่สุด จะมีปัญหาเรื่องใครคือหัวหน้าพรรคตัวจริง การจัดสรรลำดับในบัญชีรายชื่อ และการกำหนดว่าที่รัฐมนตรี หากไม่มีนายใหญ่หรือนายหญิงจัดสรร ฟันธงและเคลียร์ก็ยากที่จะลงตัวได้ “ผมเชื่อว่า การแก้ให้ ส.ว. ไม่มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี จะกระทำได้ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้พรรคเพื่อไทยมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลสูงหลังการเลือกตั้งทั่วไป เพราะอย่างที่กล่าวคือ จะเป็นพรรคที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง” -เกมในสภาฯ ในปี 2565 จะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะปัญหาสภาฯล่ม กลายเป็น "จุดอ่อน" ของพล.อ.ประยุทธ์ ชัดเจนที่สุด ปีนี้ เข้าใกล้การยุบสภาฯแล้ว พรรคฝ่ายค้านคงเร่งให้มีการยุบสภาฯหลังแก้กฎหมายลูกเสร็จ และเตรียมความพร้อมสำหรับไพรมารีโหวต หากกฎหมายนี้ยังอยู่ ซึ่งก็ต้องใช้เวลาเตรียมพอสมควร แต่เมื่อพรรคต่างๆพร้อมแล้ว หากพล.อ.ประยุทธ์จะยื้อ ก็อาจจะเจอเกมในสภาฯ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหามากมายอะไร เพราะอย่างไร ก็เชื่อว่าคงยุบสภาฯภายในปีนี้อยู่ดี