“อนุทิน” เผย สธ. เตรียมชง ศบค.ชุดใหญ่ ลดสถานะโควิด-19 เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง ย้ำ พรก.ฉุกเฉิน ไม่กระทบวิถีชีวิต

การเมือง18 ส.ค. 2565 • 08:22 น.
“อนุทิน”  เผย สธ. เตรียมชง ศบค.ชุดใหญ่ ลดสถานะโควิด-19 เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง ย้ำ พรก.ฉุกเฉิน ไม่กระทบวิถีชีวิต

เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 19 ส.ค.2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ชุดใหญ่ ในวันที่ 19 ส.ค.ว่า กระทรวงสาธารณสุขจะนำเสนอ ให้ที่ประชุมรับทราบถึงมติของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ที่ว่าด้วยเรื่องของการลดระดับสถานการณ์โควิด-19 จากโรคติดต่อร้ายแรง เป็น โรคที่ต้องเฝ้าระวัง 

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า สาธารณสุขจะเสนอให้ที่ประชุมศบค. พิจารณาใช้กฎหมายปกติได้แล้วหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า คงเป็นส่วนประกอบ เพราะพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่นำมาควบคุมสถานการณ์ โควิด-19 เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรี และ ศบค. เป็นผู้ประกาศบังคับใช้ และข้อมูลของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ให้โรคโควิด-19 เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังเหมือนกับการเปลี่ยนจากพื้นที่สีแดง ให้เป็น พื้นที่สีส้มอ่อนๆ ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในเรื่องของการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้อีกแนวทางหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับศบค.

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในสถานการณ์ โควิด-19 ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขมองว่า พรก.ฉุกเฉิน ยังมีความจำเป็นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ความจริงมีผลหลายอย่าง อย่าไปมองว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะมาจำกัดสิทธิเสรีภาพ เพราะตรงนี้ไม่เกี่ยวกัน เป็นเรื่องของการควบคุมสถานการณ์โรคระบาดเท่านั้น การมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นไปได้ด้วยความคล่องตัวมากขึ้น เมื่อต้องการเวชภัณฑ์ ยาวัคซีน ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีกระบวนการที่ทำให้เกิดความรวดเร็วขึ้นได้ 

 

นายอนุทิน กล่าวว่า การมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เท่ากับการมี ศบค. เมื่อมีปัญหาเร่งด่วนก็สามารถนำเข้าประชุมศบค.ได้ โดยมีทุกภาคส่วนได้รับทราบ ทั้งนายกฯ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร อาจารย์แพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ คมนาคม พาณิชย์ จะเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความสบายใจ มั่นใจ ที่จะดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เหมือนมีที่พิงหลังให้ข้าราชการที่ต้องดูแลประชาชนหากไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบพัสดุ และระเบียบต่างๆ ซึ่งถ้าทุกคนเข้าใจได้ร่วมมือได้ พยายามรักษาตัวเองไม่ให้มีอาการรุนแรง ก็จะค่อยๆปรับไป

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องถึงสถานการณ์จุดใด จึงควรยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากขณะนี้เองก็ใกล้เลือกตั้งแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรณีนี้ ไม่ได้กระทบวิถีชีวิตของใคร น่าจะเป็นสิ่งที่ดีเสียด้วยซ้ำ เพราะสามารถรวบรวมความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆได้ ซึ่งตรงกับช่วงจังหวะเวลาที่เราจะไปดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่ ถือเป็นหนึ่งในข้อมูลที่หากจะมีการพิจารณาไม่ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปในอนาคตนี่ก็เป็นอีกข้อมูลหนึ่งที่ว่าลดระดับจากการเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ซึ่งระบาดมากว่า 2 ปี ลงมาเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง ลดสถานะของโรค ก็น่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี

 

เมื่อถามถึง แนวโน้มการใช้วัคซีนตัวใหม่ของประเทศไทย ซึ่งในประเทศต่างประเทศใช้ควบคุมโควิด-19 สายพันธุ์ เดลต้า และโอไมครอน นายอนุทิน กล่าวว่า หากคณะกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ พิสูจน์แล้วเห็นชอบก็จะนำเสนอ เมื่อเขาเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ เราก็จะนำมาพิจารณา เราพร้อมทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน 

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเทศไทยต้องรอก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องทางการแพทย์ จึงต้องมีหลักทางการแพทย์มาเป็นตัวนำ เพื่อนำยาหรือวัคซีน หรือเวชภัณฑ์มาให้ประชาชน โดยต้องมีขั้นตอน