"รศ.หริรักษ์ " เปิดข้อเท็จจริง ควันหลงดราม่าที่ร้านน้ำพริกนิตยา

การเมือง26 ก.ย. 2564 • 14:34 น.
"รศ.หริรักษ์ " เปิดข้อเท็จจริง ควันหลงดราม่าที่ร้านน้ำพริกนิตยา
วันที่ 26 ก.ย.64 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Harirak Sutabutr” ระบุว่า " ควันหลง(อีกครั้ง)กรณีดราม่าที่ร้านน้ำพริกนิตยา มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปคนละทิศคนละทาง ขึ้นอยู่กับว่า ผู้วิจารณ์เป็นใคร ฝักใฝ่อยู่กับฝ่ายใด ข้อเท็จจริงที่เห็นจากคลิปคือ 1. คุณป้านิตยา เจ้าของร้านปฏิเสธขอไม่ให้สัมภาษณ์ในวันนี้อย่างสุภาพ โดยอ้างว่ายังไม่เคยดูรายการนี้มาก่อน จึงขอกลับไปดูก่อน แล้วค่อยมาสัมภาษณ์กันใหม่ และได้กล่าวขอโทษผู้จัดรายการหลายครั้ง พร้อมทั้งถามว่า จะทานอาหารอะไรหรือไม่ จะได้จัดให้ แต่ได้รับการปฏิเสธว่าไม่รับ เพราะมีสตางค์ซื้อเองได้ 2. พิธีกรผู้จัดรายการ แรกๆก็บอกว่า ไม่เป็นไรค่า ไม่เป้นไรเลยค่า แต่จู่ๆก็หันหน้ามาทางกล้องบอกดังๆว่า ได้ติดต่อนัดกันล่วงหน้า 1 เดือน และคุณป้าก็อนุญาตแล้ว จากนั้นตะโกนดังๆทันทีว่า ร้านนี้ไม่ต้อนรับคนเสื้อแดง ร้านนี้ไม่ต้อนรับคนรักประชาธิปไตย จากนั้นเดินออกไปออกงิ้วอยู่หน้าร้าน ตะโกนประชดประชันอีกหลายคำ แล้วจึงพากันเดินจากไป 3. ตลอดทั้งคลิป ไม่ได้ยินว่ามีใครใช้คำว่า "ควายแดง" เหตุการณ์ที่น่าจะเป็น จากการอนุมาน 1. มีการติดต่อล่วงหน้า 1 เดือนจริงตามที่พิธีกรกล่าวอ้าง และคุณป้านิตยาก็คงอนุญาตจริง แต่น่าจะเป็นการพูดกันกับทีมงาน ไม่ได้พูดกับพิธีกรผู้จัดรายการโดยตรง ขณะนั้นคุณป้านิตยาคงยังไม่รู้จักรายการนี้ 2. หลังจากอนุญาตแล้ว คุณป้านิตยาคงไม่นึกอะไร จนใกล้ๆถึงวันนัด ค่อยมาดูว่ารายการนี้เป็นอย่างไร ใครเป็นผู้จัดรายการและพิธีกร เมื่อดูรายการแล้ว จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม คงรู้สึกไม่สบายใจที่ตัวเอง และร้านตัวเองจะไปเป็นส่วนหนึ่งในรายการนี้ จึงครุ่นคิดว่าจะควรจะทำอย่างไร 3. ในวันนัด คุณป้านิตยาตัดสินใจว่าจะไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ไม่กล้าปฏิเสธตรงๆ จึงกล่าวขอโทษและอ้างเหตุผลว่า ยังขอไม่ให้สัมภาษณ์ แต่จะขอไปดูรายการก่อน เพื่อซื้อเวลา แล้วค่อยปฏิเสธภายหลัง 4. เมื่อถูกปฏิเสธ พิธีกรผู้จัดรายการรู้สึกไม่พอใจ แต่ยังตั้งตัวไม่ติด จึงตอบว่า ไม่เป็นไรเลย แต่บังเอิญเหลือบไปเห็นคุณป้ามีเหรียญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ห้อยคออยู่ จึงแสดงธาตุแท้ออกมาอย่างเต็มที่ ก่อนจากไป เมื่อไปดูตามเพจต่างๆของสำนักข่าวต่างๆที่นำเรื่องนี้มาลง จะเห็นความแตกต่างของการแสดงความเห็น อย่างชัดเจน สำนักข่าวที่อยู่ในค่าย 3 นิ้วก็จะมีคนรุมถล่มคุณป้านิตยาแบบไม่ยั้ง รวมทั้งเพจของพิธีกรผู้จัดรายการเองด้วย ทั้งปรามาสว่า ทำแบบนี้ต้องเจ๊งแน่ ฝ่ายที่ไม่ใช่เสื้อแดง ไม่ใช่ 3 นิ้ว ก็จะชี้ว่ายอดขายของร้านเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด และความเป็นจริงคือ ร้านน้ำพริกนิตยามีคนมาซื้อแน่นร้านจนสินค้ายอดนิยมขายหมดไปหลายรายการ จำนวนคนที่ติดตามเพจใน fb ของร้านก็เพิ่มขึ้น 7 เท่าเพียงชั่วข้ามคืน เป็นพฤติกรรมปกติของคนกลุ่มนี้ ที่จะไม่แยกแยะว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่เมื่อเห็นว่าเป็นคนละพวก ต้องรุมถล่มไว้ก่อน ไม่ได้คิดแม้สักนิดว่า เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของคุณป้านิตยาที่จะให้หรือไม่ให้สัมภาษณ์หรือออกรายการใดก็ได้ แม้มีการตกลงไปแล้วก็สามารถเปลี่ยนใจได้ หากคิดว่าการออกรายการนั้นอาจไม่เหมาะสม และไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจของตัวเอง ซึ่งคุณป้านิตยาก็พยายามพูดอย่าสุภาพ และพยายามคุมอารมณ์มากที่สุดแล้ว ตรงกันข้าม พิธีกรผู้จัดรายการ กลับระเบิดอารมณ์ใส่อย่างไม่คำนึงถึง มารยาทใดๆ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่แปลกที่ผู้นิยม 3 นิ้ว จะเป็นเดือดเป็นแค้นแทนพวกตัวเองแล้วแสดงออกแบบนั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่า มีคนระดับที่เป็นนักสื่อมวลชนระดับบริหารของสำนักข่าวหนึ่งที่เป็นค่าย 3 นิ้ว ถึงกับแสดงความเห็นว่า เจ้าของน้ำพริกนิตยาทำเช่นนี้เพื่อโปรโมทตัวเองแบบเปรี้ยงป้างทางอ้อม เพราะการปฏิเสธทำให้เป็นข่าวในวงกว้าง ความเห็นเช่นนี้ เท่ากับเป็นการบอกว่า คุณป้านิตยา ผู้มีอาชีพทำน้ำพริกขาย เป็นนักโฆษนาระดับเทพเลยทีเดียว คนระดับนี้ถึงกับแสดงความเห็นแบบมีอคติได้ถึงเพียงนี้ แล้วเราจะหวังอะไรจากสื่อมวลชนฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยได้ในยุคนี้"