“ปิยบุตร” มองศาลไทยไม่เป็นกลาง-เอี่ยวการเมือง ชี้ควรเปิดช่องให้ตรวจสอบได้

การเมือง8 ต.ค. 2560 • 17:52 น.
“ปิยบุตร” มองศาลไทยไม่เป็นกลาง-เอี่ยวการเมือง ชี้ควรเปิดช่องให้ตรวจสอบได้
“ปิยบุตร” มองศาลไทยไม่เป็นกลาง-เอี่ยวการเมือง ชี้ควรเปิดช่องให้ตรวจสอบได้ ขณะที่ “สมชาย” ระบุศาลรัฐธรรมนูญ ปี 50 ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ ด้าน “พูนสุข” ชี้ควรปฏิรูปศาล-ตุลาการ ป้องเกิดรปห.ซ้ำ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 ต.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน จัดเสาวนา จาก “ตุลาการภิวัฒน์” สู่ “ศาลรัฐประหาร” ปัญหาตุลาการกับการเมืองในระบบนิติรัฐ-ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ในวาระเปิดตัวหนังสือ ศาลรัฐประหาร ตุลาการ ระบอบเผด็จการและนิติรัฐประหาร โดยมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และนายอธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์นามปากกาใบตองแห้ง ร่วมเสวนา โดยน.ส.พูนสุข กล่าวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามบอกต่อสังคมว่าคสช.ไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. 2557 คสช.ประกาศให้พลเรือนถูกนำขึ้นพิจารณาคดีที่ศาลทหารในความผิดตามมาตรา 112 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ คดีตามประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช. รวมไปถึงคดีอาวุธ ทำให้ความผิด 4 ประเภท เดิมจากศาลยุติธรรมไปสู่ศาลทหาร ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมอย่างชัดเจนที่สุด แม้ในวันที่ 12 ก.ย. 2559 จะมีการยกเลิกคำสั่ง แต่ยังคงมีคดีที่ถูกฟ้องในระยะเวลาดังกล่าวนำขึ้นศาลทหารได้อีก เช่นคดี ของน.ส.ศิริกาญจน์ เจริญศิริ หรือ ทนายจูน น.ส.พูนสุข กล่าวต่อว่า ตนมองว่าศาลเป็นสถาบันหนึ่งที่ใช้อำนาจและมีผลสนับสนุนให้การรัฐประหาร และคสช.ยังดำรงอำนาจอยู่ต่อไป โดยละเว้นการตรวจสอบ ซึ่งหากต้องการปฏิรูปการเมือง ไม่ให้เกิดรัฐประหารขึ้นอีก เราต้องปฏิรูปศาลหรือตุลาการ เพื่อให้ศาลมีความอิสระจริงๆ และประกันสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริง ขณะที่นายสมชาย กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถาบันตุลาการ ไม่ใช่สถาบันที่มาจากฟ้า แต่เป็นสถาบันที่ลงมาแล้วอาจจะบอกว่าเป็นกลาง ไม่อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ย้อนไปเมื่อ พ.ศ.2540 เกิดศาลรัฐธรรมนูญ เป็นครั้งแรก โดยที่รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ออกแบบโดยนักกฎหมายมหาชน ข้อดีคือนักกฎหมายมหาชนรู้จักโครงสร้างของต่างประเทศเป็นอย่างดี นำเอาโครงสร้างจากต่างประเทศมาดัดเเปลงให้ออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเสียคือนักกฎหมายมหาชนไม่รู้จักรากเหง้าสังคมไทย ไม่ได้สนใจปฏิสัมพันธ์ของสังคมไทย ส่งผลให้รัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ได้วางกรอบในเรื่องของสิทธิมนุษยชนโดดเด่นหรือชัดเจนพอ นายสมชาย กล่าวต่อว่า เมื่อมองถึงการเปลี่ยนแปลงของรัฐธรรมนูญปี 2540 กับรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้น จะเห็นว่าที่มาของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในปี 2540 นั้นมาจากหลากหลายองค์กร แต่ในตัวรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้นประธานศาลรัฐธรรมนูญกี่คนก็ต้องมาจากประธานศาลฎีกา ข้อมูลนี้อาจจะบอกเราว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นส่วนขยายภายใต้ศาลยุติธรรม ซึ่งมีข้อเชื่อมโยงกันอยู่ จึงทำให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นเอกภาพ “ปัญหาของศาลรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้นอาจจะถูกแทรกแซงด้วยสถาบันทางการเมืองบางส่วน แต่ตรงกันข้ามกับศาลรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ การปฏิรูปหรือปรับโครงสร้าง มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ดังนั้นการต่อสู้ทางอุดมการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ “ นายสมชาย กล่าว ด้านนายปิยบุตร กล่าวถึงปัญหาตุลาการกับการเมืองในระบบนิติรัฐ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ว่า ส่วนตัวมองว่า ศาลไม่ใช่ตุลาการที่มีความเป็นกลาง ไม่ได้ทำงานโดยยึดกฎหมายเพียงอย่างเดียวแต่เกี่ยวข้องกับการเมืองด้วย ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นกลางต้องเปิดช่องให้สามารถตรวจสอบตอบโต้ศาลได้ ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกได้นำโมเดลศาลรัฐธรรมนูญมาใช้ แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศที่จะสามารถทำให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างประเทศต้นแบบ เพราะบางประเทศศาลมีส่วนช่วยรัฐบาลเผด็จการ หรือบางประเทศศาลก็เป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาล แต่สุดท้ายรัฐบาลจะพยายามครอบงำศาลเช่นกัน ส่วนประเทศไทยยังไม่สามารถเจาะจงว่าเป็นแบบใด เพราะขึ้นกับว่าใครเป็นผู้นำรัฐบาลในขณะนั้น