"รัฐบาล" แจงแนวทางนโยบายไม่กระทบหนี้สาธารณะหลัง 'กนง.' ขึ้นดอกเบี้ย

การเมือง14 ส.ค. 2565 • 02:06 น.
"รัฐบาล" แจงแนวทางนโยบายไม่กระทบหนี้สาธารณะหลัง 'กนง.' ขึ้นดอกเบี้ย

จากกรณีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จาก 0.25% เป็น 0.75% ต่อปีนั้น

ล่าสุดวันที่ 14 ส.ค.2565- นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อให้ สอดรับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ธนาคารของรัฐตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และออกมาตราการที่จะสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ที่ยังไม่ฟื้นตัวจากผลกระทบโควิด-19 เพื่อลดผลกระทบแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ ทางธนาคารของรัฐหลายแห่ง จึงออกประกาศในเบื้องต้น ที่จะตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้นานที่สุด คาดว่าจะถึงสิ้นปี2565

ขณะที่ในส่วนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากตามตลาด เพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับธนาคารในการนำเงินไปปล่อยสินเชื่อ แต่ละธนาคารจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป โดยเวลานี้ธนาคารออมสิน ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน/6 เดือน ปรับขึ้น 0.15% เงินฝากประจำ 12 เดือน ปรับขึ้น 0.20% และเงินฝากประจำ 24 เดือน/36 เดือน ปรับขึ้น 0.30% ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการออม และให้ประชาชนได้มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่กำลังเริ่มกลับมามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ในส่วนของ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งมีบทบาทการค้ำประกันสินเชื่อ พร้อมเดินหน้าตามนโยบายรัฐ ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs อย่างเต็มที่ทุกด้านเช่นกัน โดยจะขยายมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ “บสย. พร้อมช่วย” ไปจนถึงสิ้นปี 2565 เป็นการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แก้หนี้ยั่งยืน ให้ลูกหนี้สามารถประคองกิจการต่อไปได้ เน้นความยืดหยุ่นการชำระหนี้ 3 ระดับ ตามความสามารถในการชำระ คือ 1.ยืดหยุ่น โดยตัดเงินต้น 20% และตัดดอกเบี้ย 80% ระยะผ่อนชำระ 5 ปี 2.ผ่อนน้อย เบาแรง หนี้ลดหมดแน่นอน โดยเริ่มต้นชำระครั้งแรกเพียง 1% ของยอดหนี้ โดยนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด ส่วนวงเงินที่เหลือ ระยะผ่อนชำระ 5 ปี 3. ดอกเบี้ย 0% ชำระครั้งแรก 10% ซึ่งจะนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด ระยะผ่อนชำระ 7 ปี โดยมีลูกหนี้ลงทะเบียนร่วมโครงการ 6,856 ราย มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้ว วงเงินกว่า 1,117 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 31 ก.ค.65)

โดย นางสาวรัชดา กล่าวต่อถึงภาพรวมการบริหารหนี้สาธารณะ ว่า คงปฏิเสธแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลสูงขึ้น แต่ด้วยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่ผ่านมามีแผนบริหารจัดการความเสี่ยงอยู่แล้ว จึงไม่มีประเด็นที่ต้องกังวล โดยได้ดำเนินการเปลี่ยนการกู้เงินระยะสั้นที่เป็นดอกเบี้ยลอยตัว (Float Rate) มาเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fix Rate) มากขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 82% ส่วนผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนนั้นไม่มี เพราะรัฐบาลมีหนี้ต่างประเทศเพียง 1.8% และได้ทำการปิดความเสี่ยงไปหมดแล้ว ข

สำหรับปีงบประมาณ 2566 แผนการบริหารจัดการต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาล จะเน้นกู้เงินผ่านการออกพันธบัตรระยะยาว จากปีงบประมาณ 2565 อยู่ที่ 45% ปรับเพิ่มเป็น 48% การออกตั๋วสัญญาใช้เงินจะอยู่เท่าเดิมที่ 25% ขณะที่การออกตั๋วเงินคลังและการกู้เงินระยะสั้นจากตลาด จะลดลงมาอยู่ที่ 14% จากเดิมที่ 18%

ดังนั้นภาพรวมหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือน มิ.ย.2565 สบน. รายงานว่า อยู่ที่ 61.06% ทั้งนี้ มีการคาดการณ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า สิ้นปีงบประมาณ 2565 นี้ หนี้สาธารณะต่อจีดีพี จะอยู่ที่ 62.69% แต่ด้วยปัจจุบันมูลค่าจีดีพีเพิ่มขึ้น และมีการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะทั้งหมด ทำให้คาดว่าภายในสิ้นปีงบประมาณ 2565 สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 61.3%