'จตุพร' ดึงสติกองเชียร์ 'ธนาธร' ชนะไลฟ์ปมวัคซีนไร้ผล เตือนฝ่ายค้านระวังข้อสอบรั่ว ทำศึกซักฟอกกร่อย
“จตุพร” โยงสถานการณ์ร้อนใน “พม่า-ไทย”จบยาก ชี้ในความต่างมีความเหมือน รปห. พร้อม ปชช.ไม่ปล่อยให้ทหารทำอะไรได้ง่ายเช่นเดิมอีก เชื่อพม่ามีเปลี่ยนแปลง ส่วนไทยแก้ รธน.ยังลุ้น เหตุพฤติกรรมอดีตกลุ่ม สว.40 จุดชนวน คอยขวาง อยากมีเรื่องให้บ้านเมืองชะงักงัน ไม่มีรู้จักพออำนาจ พร้อมเตือนฝ่ายค้านอย่าประมาท รบ.เล่นเกมดูข้อสอบก่อนให้อภิปรายฯ
เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2564 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk ระบุถึง "ไทย-พม่า จบยากมาก" โดยโยงสาระสำคัญประชาชนเมียนมาชุมนุมต่อต้านรัฐประหารภายใต้การนำของ พล.อ. มิน ออง หล่าย ถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทย ซึ่งมีความยุ่งเหยิงและมีแนวโน้มลงท้ายแบบปลายเปิดว่า “จบยากมาก”
นายจตุพร กล่าวว่า ประเทศเมียนมา (พม่า) หลังทหารทำรัฐประหารและ พล.อ.มิน ออง หล่าย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปี ในรูปแบบที่ไม่แตกต่างจากไทยที่ยึดอำนาจเมื่อ 2557 แล้วอยู่นานจนเข้าปีที่ 7 แล้ว สำหรับเมียนมาแล้ว ดูเหมือนระยะแรก ส.ส.และนักการเมืองพรรคเอ็นแอลดี ที่สนับสนุนนางออง ซาน ซูจี ไม่ออกมาปกป้องประชาธิปไตยหรือต่อต้าน ประท้วงการยึดอำนาจ อีกทั้งประชาชนที่ออกมาปกป้องรัฐบาลออง ซาน ซูจี และประชาธิปไตยยังมีปริมาณไม่มากเท่าที่ควรเมื่อเปรียบเทียบการจำนวนเสียงเลือกตั้งที่ลงคะแนนหรือเป็นมาชิกของพรรคเอ็นแอลดี ดังนั้นประชาชนที่ออกมาชุมนุมจึงมีการย้อนแย้งกับผู้ออกไปเลือกตั้งมาก แต่ขณะนี้ประชาชนแทบทุกสายอาชีพ ทั้งหมอ พระ นักศึกษา แรงงาน รวมทั้งพ่อค้า แม่ค้าได้เริ่มออกมาแสดงกำลังกันในหลายเมืองมากขึ้น เพื่อปกป้องประชาธิปไตยและชุมนุมต่อต้านการรัฐประหาร
นายจตุพร เปรียบเทียบว่า การชุมนุมในหลายเมืองของพม่านั้น มีลักษณะคล้ายการชุมนุมของไทยในช่วง 14 ตุลา 2516 และ พฤษภา 2535 จึงแสดงว่า การยึดอำนาจพม่าจะไม่ง่ายเหมือนเดิม อีกอย่างเมื่อประชาชนลุกฮือขึ้น ทหารจึงจัดการอย่างยุ่งยากกว่าทุกครั้งที่เข้ายึดอำนาจ ดังนั้น ตนเชื่อว่า พม่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
“ครั้งนี้เผด็จการทหารพม่า ไม่สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย ส่วนการจัดการเด็ดขาด สั่งยิง-ฆ่าผู้ชุมนุมต่อต้านนั้น ขอประชาชนอย่าได้ประมาทหรือวางใจทหารเด็ดขาด เพราะเผด็จการทั่วโลกก็ทำกันมามากมายทั้งนั้น เมื่อพวกเขาต้องการจะทำ”
ส่วนการแก้ รธน.นั้น นายจตุพร กล่าวว่า ในการแก้มาตรา 256 ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย และจะเป็นระเบิดเวลาสำคัญ เพราะผู้ได้รับประโยชน์จาก รธน.ฉบับ 2560 ยังไม่รู้จักคำว่าพอ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้จะจุดชนวนให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมา เนื่องจากพฤติการของผู้ขวางการแก้ รธน.นั้นยังเป็นกลุ่มเดิม คือ อดีตกลุ่ม สว. 40 เริ่มสำแดงฤทธิ์ต้องการให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะชะงักงัน ซึ่งสะท้อนถึงการแก้ รธน.ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
"เจตนาของคนเหล่านี้ (อดีตกลุ่ม ส.ว.40) ต้องการจะมีเรื่องมากกว่า เพราะะคิดว่าได้เปรียบ คนเหล่านี้ไม่สนใจความทุกข์ของประชาชน เอาแต่ประโยชน์ตนเอง ได้รับแต่งเป็น ส.ว.หรือในชื่ออื่นๆติดต่อกันมา ดังนั้น การออกมาสำแดงด้วยพฤติกรรมยั่วยุความรู้สึกของประชาชน ถ้าต้องการท้าทายในเรื่องแก้ รธน.แล้ว ก็ต้องเจอกันในสนามของประชาชน"
สำหรับคำสั่งศาลไม่ถอดคลิปวัคซีนโควิดของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานกลุ่มก้าวหน้านั้น นายจตุพร กล่าวว่า กองเชียร์อย่าเพิ่งดีใจมากมาย เพราะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ร้องขอห้ามเผยแพร่แค่เรียกร้องความสนใจของประชาชนเท่านั้น เมื่อคำสั่งศาลให้เผยแพร่กันใหม่จึงไม่น่าดีใจอะไรเลย เพราะแม้ชนะก็ไม่มีผลในทางปฏิบัติแล้ว แต่เรื่องอื่นควรทำใจไว้ด้วย เนื่องจากยังมีหนทางอีกยาวไกล
นายจตุพร กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านว่า แม้การให้ ส.ส.ถอนชื่อเพื่อให้ญัตติล้มนั้น คงไม่เกิดขึ้นในสมัยนี้ แต่ขออย่าประมาทเรื่องการยื่นให้ ศาล รธน.วินิจฉัยการอภิปรายฯที่พาดพิงสถาบัน หรือให้อภิปรายฯได้แต่ให้ประชุมลับ หรือตั้งกรรมการร่วมตรวจสอบเอกสารก่อนการอภิปรายฯ โดยการทำหรือเดินเกมแบบนี้ คนที่ได้เปรียบคือฝ่ายรัฐบาล เพราะเห็นข้อสอบในวันสอบหมดแล้ว จึงสามารถค้นคำตอบมาชี้แจงในสภาได้สบาย
“การเมืองในช่วงหลังๆมานั้น การอภิปรายฯทุกยุคขาดสีสรร หมดเสน่ห์ เพราะฝ่ายค้านเสียลับหมด รัฐมนตรีมีเวลาเตรียมตัวชี้แจงล่วงหน้าหลายชั่วโมง ดังนั้น สิ่งที่จะเป็นไคลแม็กซ์จึงไม่สามารถทำได้ เพราะเกิดการตรวจเอกสารก่อน ซึ่งไม่เหมือนยุคหนึ่งที่ใช้กระดาษเปล่ามาอภิปรายฯเท็จก็เคยมีมาแล้ว เพราะไม่มีการตรวจสอบก่อน”
“ขออย่าประมาทพฤติกรรมลูกเล่นของฝ่ายรัฐบาล โดยจะเป็นทำนองให้เกิดข้อสอบรั่วล่วงหน้าก่อนไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม ซึ่งจะทำให้การอภิปรายฯหมดเสน่ห์ จึงหวังว่า ครั้งนี้จะไม่เกิดเช่นนั้นขึ้นอีก”
นอกจากนี้ นายจตุพร ย้ำถึงโครงการเราช่วยกัน จะแจกข้าวกล่อง เพื่อช่วยประชาชนผู้เดือดร้อนได้อิ่มท้องรอบที่ 2 ในวันแห่งความรัก 14 ก.พ.นี้ ที่สถานีพีซทีวี จึงขอเชิญชวนรับน้ำใจเล็กๆที่ต้องการช่วยพี่น้องในยามยากเช่นนี้