"อรุณี" สอน "ประยุทธ์" วางคนไม่ตรงกับงาน สั่ง "เลขาสมช." แก้วิกฤตค่าครองชีพแพง

การเมือง28 มิ.ย. 2565 • 09:38 น.
"อรุณี" สอน "ประยุทธ์" วางคนไม่ตรงกับงาน สั่ง "เลขาสมช." แก้วิกฤตค่าครองชีพแพง

"อรุณี" สอน "ประยุทธ์" วางคนไม่ตรงกับงาน สั่ง "เลขาสมช." แก้วิกฤตค่าครองชีพแพง ทำประชาชนเดือดร้อน หนัก

วันที่ 28 มิ.ย.65 น.ส.อรุณี กาสยานนท์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ มอบหมายและสั่งการให้พลเอกสุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รับมือวิกฤตความมั่นคงทางพลังงาน และอาหาร ว่า  เป็นอีกครั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ โยนเผือกร้อนงานใหญ่ ให้กับทหารที่ตนเองเชื่อมั่นเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น  แต่เป็นการวางงานให้แบบ “ผิดฝาผิดตัว” อีกครั้ง  เพราะความเป็นจริง  การบริหารราชการแผ่นดินนั้นมีกระทรวงและรัฐมนตรีที่ผู้รับผิดชอบงานแต่ละด้านโดยตรงอยู่แล้ว  มีกรม กองงาน ที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องตั้งเลขา สมช.ขึ้นมาซ้ำซ้อน เพราะจะทำให้เกิดการผลักภาระงานและโยนความรับผิดชอบกันไปกันมา เหมือนที่เคยเกิดขึ้นสมัยตั้ง เลขาสมช. มาเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศปก.ศบค.) สุดท้ายการแก้ไขปัญหาก็ล่าช้าและสร้างความสับสนให้กับพี่น้องประชาชน  ทั้งหมดจึงเป็นบทพิสูจน์ว่าพลเอกประยุทธ์ไม่มีความสามารถในการ “วางคนให้ตรงกับงาน” ทั้งที่มีอำนาจมากล้นมาตลอด 8 ปี เป็นทั้งนายกฯ เป็นหัวหน้าทีมเศษฐกิจ เป็นประธาน ศบค. เป็นทุกอย่างแล้วแต่ไม่สามารถนำพาประเทศชาติออกจากวิกฤตได้เลย ปัญหาต่างๆที่คลี่คลายลงล้วนแล้วเกิดจากสถานการณ์ที่คลี่คลายลงด้วยตัวเองทั้งสิ้น 

น.ส.อรุณี กล่าวอีกว่า  แท้จริงแล้ววิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2562 ที่สืบเนื่องต่อมาจากการรัฐประหารในปี 2557 ที่เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐประหารเข้ามาบริหารประเทศเศรษฐกิจไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ จนเมื่อมาเจอกับการระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งฉุดให้เศรษฐกิจทรุดหนักลงไป หากเป็นผู้นำที่มีความรู้ความสามารถบ้าง  ภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาคงไม่ตกต่ำย่ำแย่อย่างที่เป็น  และเมื่อเจอกับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ข้าวของแพงขึ้นเพราะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น “รายได้เท่าเดิมแต่อำนาจซื้อน้อยลง” ทุกข์จึงตกกับประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ แทนที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์จะเห็นสัญญาณสภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงที่สุดในรอบ 13 ปี ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ุที่ผ่านมา  แต่กลับนิ่งนอนใจและไม่คิดหาแนวทางป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นระบบ  

“พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ที่มาจากการสนับสนุนของ ส.ว.250 การแก้ปัญหาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่ยึดโยงกับอำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรีที่มาจากฝ่ายการเมือง เพราะมองและด้อยค่านักการเมืองทั้งที่มีความยึดโยงกับประชาชนเป็นหลัก คำพูดของพลเอกประยุทธ์ที่ว่าผมไม่เคยเป็นนายกฯมาก่อน แต่ยังเป็นนายกฯได้นั้นไม่ผิด  แต่การเป็นนายกฯที่ดีและทำให้ประเทศชาติเจริญนี้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถ จึงไม่น่าแปลกใจที่ความนิยมในตัวนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยจะเพิ่มสูงขึ้นทิ้งห่างพล.อ.ประยุทธ์ เกือบ 14 %  เพราะประเทศชาติทุกวันนี้ต้องการความหวัง แต่กับนายกฯที่ชื่อพลเอกประยุทธ์ ที่คนไทยมองเห็นมีแต่ความสิ้นหวัง"ดร.อรุณี กล่าว