"ธีระชัย" ยกคดีภาษีสัมปทานมือถือสมัย "ทักษิณ" เตือนใจ ครม.บิ๊กตู่ 2/1

การเมือง4 ก.ค. 2562 • 02:34 น.
"ธีระชัย" ยกคดีภาษีสัมปทานมือถือสมัย "ทักษิณ" เตือนใจ ครม.บิ๊กตู่ 2/1
วันที่ 4 ก.ค. 62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊ก ระบุข้อความว่า ...
“ครม.ทักษิณที่มีมติให้เอกชนหักภาษีสรรพสามิตจากค่าสัมปทานมือถือ ไปต่อได้หรือไม่?” ในปี ๒๕๕๓ ไม่มีคดีใด ที่สำคัญเท่ากับคดียึดทรัพย์คุณทักษิณ ศาลวินิจฉัยว่ารัฐบาลคุณทักษิณออกมาตรการที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอกชน ถ้าคุณทักษิณไม่เป็นเจ้าของบริษัทเอกชนนั้น รัฐก็จะไม่มีสิทธิยึดทรัพย์ แต่บังเอิญเกิดมีเอกสารหลักฐาน ที่แสดงว่าคุณทักษิณเป็นเจ้าของ จึงนำไปสู่การยึดทรัพย์ ช่วงนั้นผมเป็นเลขาธิการ ก.ล.ต. และ ก.ล.ต.สิงค์โปรได้ส่งข้อมูลนี้มาให้ตามข้อตกลงช่วยเหลือกันระหว่างประเทศ เมื่อปรากฎหลักฐานว่าคุณทักษิณเป็นเจ้าของบริษัทนี้ เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.จึงต้องเป็นผู้ให้ข้อมูลและประสานงานกับ คตส. คำพิพากษาระบุว่า เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ คุณทักษิณเริ่มกระบวนการตรากฎหมาย แก้ไขพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต จนกระทั่งมีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.๒๕๒๗ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๔๖ และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.๒๕๒๗ พ.ศ.๒๕๔๖ ต่อมามีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ อนุญาตให้หักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่เอกชนต้องนำส่งให้ภาครัฐ ศาลวินิจฉัยว่า มาตรการดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่เสียเปรียบ เพราะนอกจากต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าบริการให้แก่องค์กรรัฐแล้ว ยังต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีกด้วย ทั้งที่ผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ยังไม่มีลูกค้าเลยหรือมีลูกค้าน้อยกว่าบริษัทซึ่งครองตลาดอยู่ก่อนแล้ว “การดำเนินการของคณะรัฐมนตรีที่มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกรัฐมนตรี ในการมีมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว จึงเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย” คำพิพากษาระบุเช่นนี้ และคำว่า ‘คณะรัฐมนตรีที่มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกรัฐมนตรี’ ย่อมไม่ใช่หมายถึงเฉพาะคุณทักษิณ แต่หมายถึงทุกคนในคณะรัฐมนตรี เดิมคดีนี้หยุดการพิจารณาไว้ก่อน เพราะผู้ต้องหาหลบหนี แต่หลังจากมีการแก้ไขกฎหมาย ศาลก็พิจารณาใหม่ลับหลังได้ และไม่กี่เดือนมานี้ ผมได้ไปเป็นพยานอีกครั้งหนึ่ง ผมมีความเห็นว่า การออกพระราชกำหนด ๒ ฉบับนั้น ไม่ผิด แต่ผมเห็นว่าจุดที่มีความผิด คือมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ เพราะกฎหมายด้านการคลัง ไม่มีข้อใดที่อนุญาตให้เอาภาษีสรรพสามิต ไปหักออกจากรายได้ที่คู่สัญญาจะต้องนำส่งให้แก่ภาครัฐ หรือหักออกจากรายการอื่นใดที่มิได้อยู่ในกฎหมายสรรพสามิต จึงถามคำถามสำคัญว่า นอกจากคุณทักษิณแล้ว ยังมีบุคคลอื่นที่ต้องรับผิดในกรณีนี้ หรือไม่? มีคำถามว่า ครม.คุณทักษิณ ณ วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ทั้งคณะ อาจต้องรับผิด ไม่ว่าในฐานะเป็นผู้ร่วมกระทำผิด หรือในฐานะผู้สนับสนุน หรือไม่? มีการสอบสวนประเด็นนี้ หรือยัง? ข้อมูลในวิกิพีเดียซึ่งผมยังไม่ได้ตรวจสอบกับแหล่งทางการระบุว่า ผู้ที่มีข่าวจะเข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ ๒ ซึ่ง ณ วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ อยู่ใน ครม.คุณทักษิณด้วยนั้น มีตำแหน่ง ดังนี้ (๑) วิษณุ เครืองาม/รองนายกรัฐมนตรี (๒) สมคิด จาตุศรีพิทักษ์/รองนายกรัฐมนตรี (๓) สมศักดิ์ เทพสุทิน/รัฐมนตรีเกษตร (๔) สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ/รัฐมนตรีคมนาคม จึงให้ไว้เป็นข้อมูล เพื่อจะมีการบริหารจัดการเรื่องความเสี่ยงต่อการบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างรัดกุม หมายเหตุ: การกล่าวถึงชื่อบุคคลใดมิใช่เป็นการกล่าวหากระทำความผิด แต่เป็นเพื่อประกอบการบรรยายทางวิชาการเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ