“โอฬาร ถิ่นบางเตียว” ชี้ “60 วันอันตราย” อะไรก็เกิดขึ้นได้ !
หมายเหตุ : เมื่อ “พรรคก้าวไกล” คือ “พรรคอันดับหนึ่ง” กำลังเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ไปพร้อมๆกับการเตรียมเสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ขึ้นนั่ง “นายกฯคนที่ 30” แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์อาจไม่ราบรื่นนัก
“รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว” อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จะมาฉายภาพความเคลื่อนไหวทางการเมือง หลังศึกเลือกตั้ง แต่สงครามการเมืองกำลังเริ่มบทใหม่ ผ่านรายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ทางช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่ 20 พ.ค.66 ที่ผ่านมา มีสาระที่น่าสนใจดังนี้
-หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป การเมืองเริ่มกลับมาเข้มข้นอีกครั้ง?
ผมเห็นด้วย อันดับแรกเลยคือความตื่นตัวทางการเมืองที่มันต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงฤดูกาลหาเสียงจนมาถึงการเลือกตั้งและก็ผลการเลือกตั้ง ที่มีต่อเนื่อง และมาถึงมันเห็นสภาพของแรงกดดันระหว่างการเมืองที่รู้สึกมีความหวังกับการเมืองของความกลัว พลังอำนาจของความหวัง และความกลัว มันทำให้รัฐบาลฝ่ายค้านเดิม ซึ่งเป็นเสียงข้างมากจากผลการเลือกตั้ง ซึ่งดูเหมือนจะไม่ง่ายเลย ในการจัดตั้งรัฐบาล ถึงแม้ว่าจะมีเสียงข้างมากเกิน 314 -315 เสียงไปแล้ว เพราะว่ายังมีความกลัว มวลใหญ่รออยู่ข้างหน้า
เพราะการที่พรรคก้าวไกลแลนด์สไลด์เที่ยวนี้ ผมคิดว่ามันทำให้ชนชั้นนำ 4-5 กลุ่มในสังคมไทยที่ผูกขาดอำนาจผูกขาดความมั่งคั่ง ผูกขาดทรัพยากรมาในรอบ 100 ปี เกิดความไม่มั่นใจ เกิดความหวาดวิกตก เตรียมการไม่ทัน ก็เลยทำให้เห็นพายุที่กำลังก่อตัวอยู่ข้างหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ของพรรคก้าวไกล เรียกว่าเป็นสึนามิที่ใหญ่ที่สุด อย่างสึนามิที่ไปกระทบสถานะของชนชั้นนำ 4-5 กลุ่ม ชนชั้นนำฝ่ายจารีต ชนชั้นนำกลุ่มทุนผูกขาด ชนชั้นนำในกองทัพ ชนชั้นนำข้าราชการและชนชั้นนำที่เป็นนักธุรกิจการเมือง เกิดความหวาดวิตก ความกังวลใจจากสภาวะที่มันเป็นแลนด์สไลด์ เป็นสึนามิ ทางการเมืองและที่สำคัญ ผมคิดว่าที่หนักมากกว่าหลายๆพรรคทั้งหมดในบรรดาพรรคการเมืองก็คือพรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย ในสถานการณ์ตอนนี้คิดว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ในการที่จะต้องเป็นนั่งร้านให้กับพรรคก้าวไกลเพราะเขาหมายมั่นปั้นมือมากว่า เขาจะต้องชนะการเลือกตั้งเเลนด์สไลด์ จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ปิดสวิตช์ส.ว. แต่ปรากฏว่ามันเป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดมาก ของแกนนำพรรคเพื่อไทย ผิดพลาดจนรู้สึกว่าเหมือนกับว่าได้ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดเพื่อหาเสียงให้กับพรรคก้าวไกล
มันเหมือนกับโจโฉแตกทัพเรือ พรรคก้าวไกลส่งเรือไปลำเดียวเพื่อไปเอาลูกธนูของพรรคเพื่อไทยมาเป็นกำลังพรรคตัวเอง และก็บีบพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถให้ไปทางไหนได้เลย นอกจากจะต้องอยู่ไปกับก้าวไกลไปชั่วกัลปาวสานในฐานะนั่งร้าน
-แสดงว่างานนี้พรรคเพื่อไทย เจ็บหนักมากกว่าใคร!?
เจ็บหนักมาก เพราะว่าการวางกลยุทธ์ผิดพลาดล้มเหลวมาก ผู้สมัครบางคนไม่ลงพื้นที่เลยกลัวแดดร้อน กลัวผิวเสียในขณะที่คนทำงานให้พรรคมาหลายสิบปี พรรคไม่พิจารณา เพราะเชื่อว่า กระแสคุณอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร และกระแสคุณเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ จะสามารถทำให้เกิดปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ จุดนี้คือความล้มเหลวของพรรคเพื่อไทยและก็ผมคิดว่าไม่มีทางเลือกแล้วก็นอกจากจะต้องทำลายจุดยืนบางอย่างของตัวเองลง สำหรับพรรคเพื่อไทย
-ในมุมของพรรคเพื่อไทย โอกาสที่คุณทักษิณจะได้กลับมาบ้านจะเป็นไปได้ไหม?
ผมคิดว่านี่คือปัญหาของพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับความจริงว่าคุณทักษิณ มีอิทธิพลในพรรคเพื่อไทย และก็เล่นการเมืองตีสองหน้าแบบนี้ ประเมินสังคมต่ำเกินไป เพราะเล่นการเมืองแบบนี้มันทำให้การกลับมาของคุณทักษิณในห้วงเวลานี้ ผมคิดว่ามันน่าจะมีปัญหาแล้ว เพราะดูท่าทางฝ่ายที่รักษาการอยู่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องปลุกเรื่องนี้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ควบคู่ไปกับมาตรา 112 เพื่อทำให้เห็นว่าทำลายความชอบธรรมของพรรคก้าวไกลว่าต้องการที่จะแก้ปัญหามาตรา 112 และพรรคก้าวไกลร่วมมือกับคุณทักษิณ ในการที่จะดึงคุณทักษิณ กลับเพื่อที่จะปลุกเร้าคะแนนนิยมของปีกอนุรักษ์ออกมา
-จะสำเร็จหรือไม่ ถ้าพลิกกลับมาเล่นเกมนี้
ก็ไม่ง่ายนะ เพราะดูท่าทางตอนนี้พรรคเพื่อไทยโดนพรรคก้าวไกล ล็อกตัว บีบให้พรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณต้องเล่นเกมแรงมากขึ้นก็คือคงจะสู้ไป กราบไปไม่ได้ หลังจากนี้พรรคเพื่อไทยจะถูกบีบให้ชนกับชนชั้นนำเพื่อเอาตัวเองให้รอดเพราะถ้าสู้ไป ประนีประนอมไป พรรคเพื่อไทยจบหมดทุกเกม คือตอนนี้พรรคเพื่อไทยหมดหน้าตักแล้ว ฟันธงแล้วพรรคเพื่อไทยไปไม่รอด เว้นแต่หากพรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาลไม่ได้ โดยมารยาท พรรคเพื่อไทยก็จะจัดตั้งรัฐบาลได้ต่อไป ซึ่งหากตั้งรัฐบาลแล้วก็อาจจะไปรวมกับ ส.ว. แต่ก็จะพังอีกแน่นอน
-รวมถึงสูตรที่มีการพูดถึงสารพัดสูตร ไม่ว่าเพื่อไทยไปจับกับพรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน
ไม่เวิร์คครับ คือตอนนี้ความชาญฉลาดและมาเหนือเมฆของพรรคก้าวไกล คือการที่เอาพรรคเพื่อไทยให้เป็นนั่งร้านชั้นดี เงินก็จ่าย ทุกอย่างก็จ่าย แต่ต้องมากลายเป็นนั่งร้านให้พรรคก้าวไกล เป็นเบาะ เป็นพรมชั้นดีให้กับพรรคก้าวไกลขึ้นสู่พลังอำนาจ ส่วนพรรคเพื่อไทยหมดหนทางแล้ว นอกจากนะปล่อยไปตามธรรมชาติก็คือสุดท้ายตัวใครตัวมัน
-พรรคประชาธิปัตย์เจ็บน้อยกว่า พรรคเพื่อไทยหรือไม่ ?
ถ้าดูคนที่แพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้มี 2 พรรคจริงๆ ส่วนพรรคอื่นชนะหมด แม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทยยังได้ 70 ที่นั่ง พรรครวมไทยสร้างชาติ ของพล.อ.ประยุทธ์ และ พรรคพลังประชารัฐ เอาเข้าจริงๆมันก็เป็นไปตามโพลที่มีการประเมิน แต่พรรคที่เจ็บหนักก็คือพรรคเพื่อไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ และดูท่าทางพรรคประชาธิปัตย์จะเจ็บหนักไปกว่าเดิมอีก กับท่าทีทางการเมือง ที่เล่นการเมืองแบบเดิมที่จะไปขอเข้าร่วมรัฐบาล นี่คือยังไม่สำนึกตัวเองว่าทางรอดสุดท้ายต้องไปเป็นฝ่ายค้านไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น
นอกจากนี้ยังมีแกนนำพรรคบางคนทำหล่อ ออกมาบอกว่าพร้อมจะยกมือให้คุณพิธา เป็นนายกฯแต่ต้องไม่เอามาตรา 112 ทั้งที่ความจริงแล้ว พรรคก้าวไกล เขาไม่ต้องร่วมสังฆกรรมทางการเมืองกับพรรคคุณ พรรคคุณทำได้สถานเดียวคือยอมรับสภาพและเป็นฝ่ายค้านไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น
-ฉะนั้นก็คือสิ่งที่ประชาธิปัตย์จะต้องทำจากนี้คือการกลับมา Renovate พรรคตัวเอง
อันดับแรก เลขาธิการพรรคต้องรับผิดชอบก่อน คือตอนนี้หัวหน้าพรรคแสดงความรับผิดชอบไปก่อนแล้ว ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง และแม้เลขาธิการพรรค จะต้องไปพร้อมตำแหน่งหัวหน้าพรรคด้วยก็จริง ตามข้อบังคับพรรค แต่สิ่งที่นักเลงเขาพูดกันเอาไว้ก็คือรักษาคำพูด เลขาฯพรรคเคยพูดเอาไว้ว่า ถ้าได้ต่ำกว่า 52 ที่นั่งจะยุติบทบาททางการเมืองแต่ล่าสุดยังมีข่าวว่า กำลังพยายามที่จะดีลกับพรรคก้าวไกล ดังนั้นเลขาธิการพรรค จะต้องแสดงความรับผิดชอบยุติบทบาทการเคลื่อนไหวทั้งหมดของพรรคให้พรรคดำเนินไปตามปกติของพรรคก่อน
-มองอย่างไรกับการชูแก้ไข “ม.112” ของพรรคก้าวไกล
ผมคงยืนยันเหมือนเดิม แต่ต้องสื่อสาร ต้องทำความเข้าใจกับสังคมว่า ถ้าแก้ แก้อย่างไร ถ้าแก้แล้วมีใครบ้างจะได้ประโยชน์ จะเสียประโยชน์ จะต้องอธิบายสร้างความเข้าใจ ซึ่งคิดว่ามันเป็นโอกาสสำคัญโดยเฉพาะ 60 วันนี้อย่างน้อยก็ทำความเข้าใจกับส.ว.ว่าอะไร อย่างไรในการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ อย่างประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ แต่ถ้าพรรคก้าวไกล ไม่ทำ พรรคก็จะถูกกดดันจากประชาชน ว่าที่เขาเลือกคุณไปทำสิ่งนี้ สุดท้ายคุณก็ไม่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆที่เห็นผลประโยชน์เฉพาะหน้า ก็คือยอมลดจุดยืนทางการเมืองเพื่อให้ได้ตำแหน่ง เพื่ออำนาจ พรรคก้าวไกลก็ต้องเดินต่อ แต่ต้องสร้างการสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจ ให้ได้มากที่สุด
- ปมประเด็นเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 หลายคนมองว่าอาจจะเป็นชนวนการเมืองบนถนนรอบใหม่
มีโอกาสทั้งหมดเลย คือต้องบอกว่า 60 วันนี้ เป็นเป็น 60 วันอันตราย หากปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยก็เล่นเกมนี้ไปด้วยคือพรรคเพื่อไทยกลับลำไม่เอาแล้ว สู้แบบเดิมไม่เอา ก็คือพร้อมร่วมหัวจมท้าย พลังทางการเมืองก็มีเกิดขึ้นทันทีระหว่างพรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล และมวลชนในขณะที่ปีกขวา พวกเขาก็จะมีความชอบธรรม ซึ่งเราเริ่มเห็นจากการขยับขับเคลื่อนแล้วของพรรคการเมืองของชนชั้นนำหลายๆฝ่ายในการที่จะปลุกเรื่องมาตรา 112 ดังนั้นความขัดแย้งมีแน่นอน
-วันนี้ในส่วนของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม ไม่ว่าจะเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติพรรคพลังประชารัฐประชาธิปัตย์ภูมิใจไทยทุกคนดูเงียบหมด แต่ในความเงียบ มองว่ามันสงบไหมจริงหรือไม่
ไม่สงบครับ... คือเราเห็นหลายๆครั้งในความเงียบมันจะมาพร้อมกับคลื่นบางอย่าง มันจะเกิดขึ้น การเลือกตั้งครั้งนี้มีความชัดเจนว่าเป็นบทสรุปทางการเมือง ว่าต่อสู้กันระหว่าง 2ขั้วอุดมการณ์ ระหว่างเสรีนิยมกับอนุรักษ์นิยม เมื่อฝ่ายเสรีนิยมได้คะแนนเสียงท่วมท้น จึงทำให้อนุรักษ์นิยมตั้งหลักไม่ทัน ซึ่งในห้วง 60 วันจากนี้ ระหว่างที่รอกกต.ประกาศรับรองการเลือกตั้งส.ส. ภายใต้ความอึมครึม ภายใต้ความเงียบ ผมเชื่อว่าจะมีการขับเคลื่อนกันอย่างช้าๆ แล้วจะทำเป็นระบบ เพราะฝ่ายอนุรักษ์นิยม ยังมีความได้เปรียบอยู่ ภายใต้กลไกอำนาจทั้งรัฐธรรมนูญ และส.ว. และกลุ่มชนชั้นนำ
อย่างที่ได้บอกในเบื้องต้นว่าพรรคก้าวไกลมีนโยบายที่กระทบกับชนชั้นนำ กระทบกับโครงสร้างสังคมขนาดใหญ่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะด้านหนึ่งมันจะชนะความคิดของผู้คนในสังคม ซึ่งเขาต้องการเปลี่ยนจริงๆ แต่ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่ง ต้องการรั้งสังคมเดิมเอาไว้ จึงทำให้มีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งสูงมาก
-อยากฝากอะไรถึงการเมืองไทย ในวันนี้
ถ้าตอนนี้เราเห็นว่าแนวโน้มของความรุนแรง ความไม่แน่นอนทางการเมืองเกิดขึ้น ถ้าเราเชื่อว่าประชาธิปไตยคือการพูดคุยคือการต่อรองในหน้ากระดานการเมืองของระบอบประชาธิปไตย ไม่มีใครได้ทั้งหมด ทุกสิ่ง ทุกอย่าง อยู่ที่การต่อรองและการทำความเข้าใจ มันไม่มีซีโร่ ซัมเกม มันต้องวิน วิน โซลูชั่น คือรัฐบาลเสียงข้างมากก็อาจจะต้องเปิดคุยต่อรอง ว่าได้แค่ไหนอย่างไร ประการที่ 1 ประการที่ 2
เสียงของประชาชนที่เขาเลือกมาขนาดนี้ ผมคิดว่าถ้ามันผ่านไปได้ อย่าไปขวางบทเรียนที่ผ่านมา 30 ปีเพราะเราไม่ฟังเสียงประชาชนใช่หรือไม่ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ความต้องการประชาชนไม่อยากให้พล.อ.สุจินดา คราประยูร สืบทอดอำนาจ แต่พล.อ.สุจินดา ต้องเสียสัตย์เพื่อชาติ แล้วก็มีนักการเมืองไปยกมือโหวตให้ เช่นเดียวกัน อาการคล้ายๆกัน ตอนนี้ประชาชนเลือกมาแล้ว ล็อกสำคัญก็คือส.ว. อย่างไรก็ขอให้ โหวตเถอะ ให้เขาผ่านไปก่อน
จากนั้นส.ว.ยังมีเวลาในการที่จะติดตามควบคุมกำกับดูแล ยังมีฝ่ายค้าน ถ้าเขาทำไม่ได้ เขาก็ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่งไปเอง เพราะฉะนั้นคิดว่าส.ว.อย่ากังวลใจ อย่ากลัวฉันทานุมัติของประชาชน สถานการณ์ตอนนี้ทุกคนต้องช่วยกันเอาฟืนออกไปจากกองไฟคนละไม้ละมือ เพื่อให้ไฟที่กำลังมีแนวโน้มที่จะคุกรุ่นมันเบาบางลง
แต่ถ้าไปกันหมดทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายอนุรักษนิยม ยังแข็งตึงกับเรื่องนี้ เมื่อตึงกับตึงมาเจอกันก็ขาด เมื่อขาดแล้วคนที่เสียหาย ก็คือประชาชนคนทั่วไป เพราะชนชั้นนำไม่เคยสูญเสียอะไรอยู่แล้ว