"ทวี" ชี้ ถึงเวลาประเทศไทยต้องกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม
วันที่ 24 ก.ค.66 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ระบุว่า...
กฎเหล็ก EU ห้ามการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายป่าไม้เข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป : ถึงเวลาประเทศไทยต้องกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม
กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรปEU Deforestation-free Products Regulation – EUDR
กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation-free Products Regulation) หรือที่เรียกชื่อย่อว่า EUDR โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดยั้งการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับการทำลายป่าสู่ตลาดของ EU โดยกฎระเบียบ EUDR ได้รับการรับรองเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาสหภาพยุโรป (EU Council) และรัฐสภายุโรป (European Parliament) เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565 และกฎระเบียบ EUDR ใหม่นี้ถูกบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา และมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 18 เดือน ก่อนที่กฎระเบียบทั้งหมดจะมีผลสมบูรณ์ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ทั้งนี้กฎระเบียบ EUDR ดังกล่าวครอบคลุมสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรหลัก 7 รายการ ได้แก่ โค กระบือ โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้
กฎเหล็ก EU ผลกระทบที่รุนแรงกับเกษตรกรรายย่อยที่ทำกินใน “พื้นที่ป่า” ซึ่งชุมชนจำนวนมากถูกรัฐประกาศเขตป่าทับ เป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ประเทศไทยเผชิญวิกฤตความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในการกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดของประเทศมีประมาณ 323.53 ล้านไร่ แยกเป็นที่ดินของรัฐและที่ดินของเอกชน คือ
1. ที่ดินของรัฐจำนวน 206.92 ล้านไร่ หรือ 60.08% ของที่ดินทั้งประเทศ โดยในจำนวนนี้เป็นเขตป่าตามกฏหมายบัญญัติไว้ ทั้งหมด 135.48 ล้านไร่ หรือ 42.24% (ไม่รวมมอบให้ ส.ป.ก. จำนวน 40.57 ล้านไร่) แต่ถึงปัจจุบันในปี พ.ศ. 2565 มีสภาพป่าในความเป็นจริงทั่วทั้งประเทศอยู่ 102.1 ล้านไร่ หรือ 31.6% ดังนั้นจึงเหลือเขตป่าตามกฏหมายของรัฐ ที่ไม่มีสภาพป่าปกคลุม มากถึงประมาณ 33.38 ล้านไร่ ในพื้นที่ดังกล่าวมีประชาชนอยู่อาศัยและทำกินประมาณ 15 ล้านคนเศษ ที่ต้องอยู่อย่างผิดกฎหมายและรัฐยังคงไม่สามารถพิสูจน์สิทธิได้
2. ที่ดินเอกชน 128.01 ล้านไร่ (กรมที่ดิน) หรือ 39.92 % ของที่ดินทั้งประเทศ ในปัจจุบันไม่มีการจำกัดเพดานการถือครองที่ดิน จึงเกิดปัญหาที่ดินกระจุกตัวและเกิดการกักตุนที่ดิน กลายเป็นความเหลื่อมล้ำของการถือครองสินทรัพย์ ทั้งที่ในอดีตประเทศไทยมีการจำกัดการถือครองที่ดิน คือ ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ที่ถูกคณะปฏิวัติฯ ในอดีตยกเลิกไป ได้แก่ ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่เกินคนละ 50 ไร่, ที่ดินเพื่ออุตสาหกรรม ไม่เกินคนละ 10 ไร่, ที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม ไม่เกินคนละ 5 ไร่ และที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย ไม่เกินคนละ 5 ไร่
จากข้อมูลล่าสุดมีการกระจุกตัวการถือครองที่ดินพบว่าปัจจุบันผู้มีที่ดิน (โฉนด) เกินกว่า 1,000 ไร่ ทั้งประเทศมีอยู่เพียง 130 ราย โดยกลุ่มคนดังกล่าวมีจำนวนที่ดินถือครองมากถึง 2.25 ล้านไร่ ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ไร้ที่ดินอยู่อาศัยและที่ดินทำกิน
ปัญหาที่ดินคาราคาซังมานานนับเกือบร้อยปี โดยเฉพาะกรณีที่ดินของรัฐที่มีปัญหาความขัดแย้งกับประชาชนและชุมชน ถึงแม้ว่าที่ดินของรัฐที่ประกาศตามกฎหมายป่าไม้เกือบทุกฉบับจะมีช่องทางให้สามารถปรับปรุงแนวเขตได้ เช่น การปรับปรุงแนวเขตอุทยานฯ ให้ทำเป็นพระราชกฤษฎีกาโดยมีแผนที่แนบท้าย การปรับปรุงแนวเขตป่าสงวนฯ ให้ทำเป็นมติ ครม. และที่สำคัญ คือ นิยามของพื้นที่ “ป่าไม้” ตามกฎหมายไม่เป็นไปตามหลักสากล สำหรับนิยามของ “ป่าไม้” ตามสภาพความเป็นจริงที่กรมป่าไม้ใช้ในการวิเคราะห์ด้วยภาพดาวเทียมอยู่นั้น (ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรอง) และมีความหมายใกล้เคียงกับนิยามป่าไม้สากลนั้น หมายถึง พื้นที่ปกคลุมของพืชพรรณที่สามารถจำแนกได้ว่าเป็นไม้ยืนต้นปกคลุมเป็นผืนต่อเนื่องขนาดไม่น้อยกว่า 3.125 ไร่ จากนิยามป่าไม้ดังกล่าวจึงพบว่าในเขตพื้นที่ที่กฎหมายป่าไม้แต่ละประเภทบังคับใช้อยู่ในพื้นที่ประมาณ 33.38 ล้านไร่ ไม่ได้เป็นป่าตามหลักการสากล และด้วยการบัญญัติกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตามบริบทของประเทศไทยทำให้เกิดปัญหาในพื้นที่ป่าดังกล่าวมากมาย ได้แก่
1. ชาวบ้านและชุมชนมีพื้นที่อยู่อาศัย ที่ทำกินทับซ้อนกับพื้นที่ของหน่วยงานภาครัฐ
2. ขั้นตอนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินเป็นหน้าที่ของราษฎร ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายต่อผู้ยากไร้ในการต่อสู้ด้านสิทธิในที่ดิน (ค่าเดินทาง ค่าเสียเวลา ช่องทางการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารภาครัฐ)
3. กระบวนการและขั้นตอนการพิสูจน์สิทธิของหน่วยงานรัฐล่าช้าและมีกระบวนการหลายขั้นตอน มีเกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น การอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ จำเป็นต้องเข้าสู่คณะอนุกรรมการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4. การดำเนินการของข้าราชการในพื้นที่มีความล่าช้าเพราะไม่มีทักษะและความรู้ในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีแผนที่และภูมิสารสนเทศศาสตร์ (Geoinformatics) ในการปฏิบัติงาน
5. การทุจริตในการออกเอกสารสิทธิของเจ้าหน้าที่รัฐที่เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนรายใหญ่
6. เจ้าหน้าที่รัฐมักจะมองว่า การที่ชาวบ้านเรียกร้องเอกสารสิทธิ สุดท้ายก็จะขายให้นายทุน แล้ววนกลับมาบุกรุกใหม่
7. การก่อสร้างบ้านในพื้นที่รอการพิสูจน์สิทธิ จะได้เพียงทะเบียนบ้านชั่วคราว ส่งผลให้ค่าไฟแพงเดือดร้อนกันถ้วนหน้า
8. ไม่มีการสนับสนุนการทำการเกษตรใด ๆ เลย
9. สนับสนุนให้นายทุนกว้านซื้อที่ดินแล้วออกโฉนดโดยง่าย ในขณะที่การออกโฉนดของชาวบ้านไม่ได้รับความสนใจใด ๆ
10. เจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นกับชาวบ้าน แต่ละเลยการดำเนินคดีกับนายทุนรายใหญ่ ที่บุกรุกพื้นที่แปลงขนาดใหญ่
ผลกระทบของ กฎเหล็ก EU ที่เกิดขึ้นกับสิ้นค้าและผลิตภัณฑ์เกษตร
- ผู้นำเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรทั้ง 7 รายการ สู่ตลาดของ EU จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในกฎระเบียบ EUDR โดยต้องมีระบบสอบทานธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของเอกสารหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ และต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรทั้ง 7 รายการ กลับไปถึงพื้นที่แปลงที่ผลิตได้ โดยต้องมีการรายงานข้อมูลตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ของแปลงปลูกหรือพื้นที่ผลิต กฎเหล็ก EU ดังกล่าวจะกระทบสวนยางพาราที่อยู่ในป่าสงวน ในป่าอนุรักษ์ และป่าชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 6 ล้านไร่ที่ส่วนใหญ่เป็นยางพารา เกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ในพื้นที่ป่าที่ไม่มีกฎหมายรองรับการทำประโยชน์จะถือว่าขัดต่อกฎระเบียบ EUDR
- เกษตรกรรายย่อยหรือผู้ประกอบการที่ได้เคยขอรับการรับรองสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานในประเทศหรือต่างประเทศ ยกตัวอย่าง เช่น มาตรฐานในกรณีของ ไม้ และไม้ยางพารา (มาตราฐาน FSC และ PEFC )หรือ กรณีของปาล์มน้ำมัน (มาตรฐาน RSPO ) ไม่ถือว่าผ่านตามเงื่อนไขของกฎระเบียบ EUDR โดยอัตโนมัติ
- ภายหลังจากที่กฎระเบียบ EUDR ได้บังคับใช้แล้ว EU จะดำเนินการประเมินความเสี่ยงของแต่ละประเทศทั่วโลกเกี่ยวกับการทำลายป่า และการเสื่อมลงของป่า โดยแบ่งกลุ่มของสถานะการทำลายป่าของแต่ละประเทศออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มประเทศที่มีการทำลายป่าสูง (High Risk Countries) กลุ่มประเทศที่มีการทำลายป่าในระดับมาตรฐาน (Standard Risk Countries) และ กลุ่มประเทศที่มีการทำลายป่าต่ำ (Low Risk Countries) เพื่อใช้กำหนดระดับความเข้มข้นในการตรวจสอบสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรทั้ง 7 รายการ ที่นำเข้าและส่งออกใน EU
ข้อเสนอและแนวทางแก้ปัญหา
1.กำหนดนิยามพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล สอดคล้องกับลักษณะข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เนื่องจากในปัจจุบันหากพูดถึงนิยาม “ป่า” มีอยู่หลากหลายนิยาม อาทิ ในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 กำหนดไว้ในมาตรา 4 ว่า “ป่า” หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน ในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ กำหนดไว้ในมาตรา 4 ว่า “ป่า” หมายความว่า ที่ดินรวมตลอดถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะ และที่ชายทะเลที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมาย ในนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ปี 2562 กำหนดไว้ว่า “ป่า” หมายถึง พื้นที่ปกคลุมของพืชพรรณที่สามารถจำแนกได้ว่ามีไม้ยืนต้นปกคลุมเป็นผืนต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 3.125 ไร่ (0.5 เฮกตาร์) และหมายรวมถึงพื้นที่อีก 7 รูปแบบย่อย และในการจัดทำข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทย จากข้อมูลภาพดาวเทียม ในความรับผิดชอบของสำนักจัดการที่ดินป่าไม้ กรมป่าไม้ กำหนดไว้ว่า “ป่า” หมายถึง พื้นที่ปกคลุมของพืชพรรณที่สามารถจำแนกได้ว่าเป็นไม้ยืนต้นปกคลุมเป็นผืนต่อเนื่องขนาดไม่น้อยกว่า 3.125 ไร่ และหมายรวมถึงทุ่งหญ้าและลานหินที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ที่ปรากฏล้อมรอบด้วยพื้นที่ที่จำแนกได้ว่าเป็นพื้นที่ป่าไม้ โดยไม่รวมถึงสวนยูคาลิปตัส หรือพื้นที่ที่มีต้นไม้ แต่ประเมินได้ว่าผลผลิตหลักของการดำเนินการไม่ใช่เนื้อไม้ ได้แก่ พื้นที่วนเกษตร สวนผลไม้ สวนยางพารา และสวนปาล์ม”
2. ปรับปรุงกฎหมายด้านป่าทุกฉบับไม้ให้เป็นเพียงฉบับเดียว ในลักษณะประมวลกฎหมายป่าไม้ จากการเดินสำรวจและตกลงแนวเขตที่ดินใหม่ทั้งประเทศ โดยให้องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตัวแทนชาวบ้านร่วมเป็นกรรมการ เมื่อได้ดำเนินการเสร็จแล้ว ให้จัดทำแนวเขตที่ดินแต่ละประเภทและแต่แปลงให้ชัดเจน ปรับปรุงเอกสารสิทธิ์ให้เป็นระบบเดียวกัน โดยแบ่งในกรณีของโฉนดที่ดินออกเป็น 2.1) กรณีโฉนดที่เป็นปัจจุบันและไม่มีข้อพิพาท ให้ถือโฉนดฉบับนั้นเป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ และ 2.2) กรณีโฉนดไม่เป็นปัจจุบัน หรือมีข้อขัดแย้ง ให้ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันหรือไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งเสียก่อน หากไกล่เกลี่ยไม่ได้ให้ชะลอไว้ก่อน และให้ไปดำเนินการใช้สิทธิทางศาล
3. ประเทศไทยต้องรีบดำเนินการพูดคุยหารือกับ EU โดยผ่านกลไกของคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (EUD Thailand) และต้องกำหนดให้การเตรียมความพร้อมปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUDR เป็นวาระเร่งด่วนของประเทศทางด้านการเกษตรกรรม สินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรทั้ง 7 รายการ ภาครัฐต้องจัดให้มีหน่วยงานประสานงานกลาง หรือกำหนดให้มีกองทุนสนับสนุนเกษตรกรการ โดยหากจำเป็นต้องมีการรับรองใด ๆ ก็ตาม จะต้องไม่เป็นการผลักค่าใช้จ่ายของการดำเนินการับรองไปสู่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการรายย่อย
4. ปรับปรุงแนวเขตที่ดินและระบบข้อมูลที่ดินทั้งหมดให้เป็นปัจจุบัน ตามผลการเดินสำรวจและจัดทำผังเมืองที่เป็นข้อเท็จจริง โดยในระหว่างดำเนินการให้ชะลอการดำเนินคดีกับประชาชนที่มีข้อพิพาทหรือบุกรุกที่ดินของรัฐไว้ก่อน โดยให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่ทำแนวเขตไว้แล้วเท่านั้น พื้นที่แนวเขตป่าประมาณ 33 ล้านไร่เศษ ที่ไม่ใช่ป่าตามหลักสากลต้องกันออกและยกเลิกการเป็นป่า เพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินดังกล่าวถูกกีดสินค้าจาก EU สินค้าและผลิตภัณฑ์ทั้ง 7 รายการ และให้นำที่ดินดังกล่าวมาบริหารจัดการเป็น “เกษตรผสมผสาน” โดยกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินอยู่อาศัยและที่ทำกิน และปลูกป่าเพิ่มด้วยทำการทำเกษตรผสมผสานแบบยั่งยืนเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าจาก 31.6% ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 35% ภายในระยะเวลา 10 ปี จะทำให้รัฐสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม
5. ปรับปรุงประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินทุกประเภทให้ทันสมัย ยกเลิก พ.ร.บ. ที่ราชพัสดุ ให้นำที่ดินบางประเภท เช่น พื้นที่ป่าไม้ถาวร ให้นำมาผนวกรวมในประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนเลิกใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้ว พื้นที่สัญญาเช่าปลูกป่า พื้นที่สัมปทานปลูกป่าของกรมป่าไม้ และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ที่ดินราชพัสดุที่เกินความจำเป็น เช่น ที่ทหาร หรือที่ดินของรัฐวิสาหกิจที่เกินความจำเป็น เช่น สนามกอล์ฟของ กฟผ. ที่ดินรถไฟ เพื่อนำมาจัดให้ประชาชน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินสูงสุดบนพื้นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืนและกระจายความเป็นธรรมในการถือครองที่ดิน
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ