'จตุพร' จับตา 'คณะแอ่นแอ๊น' รอปราบม็อบคนหิวโหย
เพจเฟซบุ๊ก Peace News โพสต์ข้อความระบุว่า...
“จตุพร”คาดการเมืองผ่านซุปเปอร์โพล มั่นใจย้ำวิเคราะห์อนาคตถี่จะเกิดเคลื่อนไหวแบบไร้แกนนำ ชี้ปัจจัยพรรคร่วมรัฐบาลผิดปกติ เกิดขัดแย้งถึงขั้นแย่งชามข้าว-น้ำข้าวกัน เชื่อมาถึงจุดเสื่อมหนัก จับตาคณะแอ่นแอ๊นเฝ้ารอเวลาออกถนนปราบม็อบคนหิวโหย เตือนอนาคตโกลาหลกำลังจะมาถึง...!!!
.
เมื่อวันที่ 25 พ.ค.63 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊คไลฟ์ “Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์” ในรายการ PEACE TALK กล่าวถึงซุปเปอร์โพลสำรวจความเห็นประชาชน โดยตั้งคำถามว่า นักการเมืองขัดแย้งกันถึงขั้นแย่งชามข้าวและน้ำข้าวกันนั้น สามารถคาดถึงอนาคตบ้านเมืองกันได้ว่าจะเดินไปสู่อะไร
.
นายจตุพร กล่าวว่า แม้การสำรวจผลโพลของสำนักนี้ จะค่อนข้างเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลก็ตาม แต่การทำโพลหัวข้อเรื่องการสอบตกของรัฐบาลในการปรองดองนั้น จึงน่ารับฟัง
.
ตนพยายามอธิบายมาตลอดว่า หลังการยึดอำนาจเมื่อปี 2557 ได้แบ่งบ้านเมืองออกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน อีกทั้งช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ละฝ่ายเกิดความขัดแย้งอย่างหนัก ดังนั้น จึงไม่มีฝ่ายใดเห็นด้วยกับความเห็นของฝ่ายตรงข้าม
.
อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงนี้อยู่ท่ามกลาง พรก.ฉุกเฉิน แต่ตนเชื่อว่า คนไทยไม่ใส่ใจมากนักกับการแพร่ระบาดของโรค เพราะพร้อมจะอยู่ร่วมกับโควิด-19 เนื่องจากเชื่อมั่นตัวเองจะจัดการอย่างไรกับการป้องกันไวรัส ประกอบสภาพต้องต่อสู้กับเศรษฐกิจปากท้อง เมื่อไม่มีกินจึงต้องออกมาดิ้นรนเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ทั้งสิ้น
.
อีกทั้งการกำหนดเคอร์ฟิวระหว่างห้าทุ่มถึงตีสี่นั้น ยังมีเวลาให้รัฐบาลเล่นเกมขยายเวลาเคอร์ฟิวไปได้อีกหลายชั่วโมง พร้อมๆกับออกมาตรการคลายล็อกมาแลกเปลี่ยน ซึ่งสิ่งนี้รัฐบาลรู้ความต้องการของประชาชนได้ดี จึงสามารถผ่อนปรนความรู้สึกของสังคมมาได้อย่างต่อเนื่อง
.
“หากจะขยายเวลาเคอร์ฟิวจากหลังเที่ยงคืนไปถึงตีสี่ ก็ไม่รู้จะไปติดเชื้อได้อย่างไร ซึ่งรัฐบาลได้ขยักเอาไว้ เพราะต้องดึงเวลาให้ไปถึงการมาตรการระยะที่ 4 ดังนั้น การทยอยมาตรการโควิดเป็นช่วงๆ เพื่อรักษา พรก.ฉุกเฉินนั้น ต่างคนต่างคิดกันได้ทั้งสิ้น เนื่องจากมีคลื่นสึนามิทางการเมืองรอรัฐบาลอยู่ข้างหน้า”
.
นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งสำคัญรัฐบาลยากจะหลีกพ้นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างลำบากและหนักหน่วงได้ อีกทั้งปัจจัยขัดแย้งกันภายในพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ต่างเล่นเกมแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยปัจจัยเหล่านี้ในทางการเมืองทุกฝ่ายมองเห็นสถานการณ์และคิดออกได้
.
"ปัจจัยต่างๆนี้จะนำพาไปสู่ปัญหาทางการเมืองอย่างไม่คาดฝันกัน ถึงขั้นลืมเหตุการณ์ชุมนุมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไปได้เลย เพราะการชุมนุมครั้งต่อไปจะไม่มีแกนนำ เนื่องจากความหิวจะทำให้ประชาชนออกมาชุมนุม นำไปสู่สภาพโกลาหล ยิ่งกว่าหนังซอมบี้ออกมาอาละวาดก็ว่าได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครคาดคิดว่า ไทยจะเดินมาถึงจุดนี้ได้ โดยเฉพาะคนจนเมืองนั้น เมื่อไม่มีอาชีพก็ไม่มีกิน ความทุกข์ เดือดร้อนจะหนักหนากว่าคนชนบทต่างจังหวัดหลายเท่า"
.
ส่วนการอภิปราย พรก.เงินกู้ทั้ง 3 ฉบับนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องพูดความจริงกับประชาชน รวมทั้ง ส.ว.บางคนเริ่มทำตัวขึงขังขึ้นมา ดังนั้น ห่วงเวลา 1-2 เดือนนี้จะเป็นรอยต่อที่สำคัญอย่างมาก แม้ไม่มีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้น หรือไม่มีคนรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ความจนที่ได้สะสมจากสภาพเศรษฐกิจทรุดกันมายาวนาน จะทำให้ประเทศเดินไปถึงจุดไร้อนาคต เพราะความจนไม่ได้รับการแก้ไข หากปล่อยให้เศรษฐกิจทรุดต่อไปอีกสักช่วง 1-2 เดือนข้างนี้แล้ว ความโกลาหลคงเกิดขึ้น
.
“ที่น่าเป็นห่วงคือ วิธีคิดทางการเมืองแบบเดิมของคนการเมือง แก้ปัญหาประเทศชาติไม่ได้ และจะนำไปสู่ไม่มีกระดานการเมืองให้นักการเมืองเล่นอีก ถ้าปล่อยประเทศให้คนหิวโหยได้ออกมาโกลาหลด้วยแล้ว คงต้องจบแบบเดิม ไม่สงบก็มีคณะรักษาความสงบออกมา ไม่ว่าไปมุมไหนก็ใดในวันนี้ถ้าเราไม่มีหลักคิดแบบพี่น้องคนในชาติแล้ว เราจะข้ามพ้นสถานการณ์นี้ยากมาก"
.
นายจตุพร คาดว่า สถานการณ์ในอนาคตจะหนักกว่าพฤษภาทมิฬ เนื่องจากผลโพลรัฐบาลสอบตกเรื่องความปรองดอง แล้วยังมีคำถามสำรวจถึงการแย่งชามข้าวและน้ำข้าวกันอีก ยิ่งสะท้อนถึงการเมืองมาถึงจุดเสื่อมอีก ซึ่งจะนำไปสู่ธรรมชาติอำนาจ คือ ทหารออกมายึดอำนาจอีก
.
"เมื่อการเมืองเสื่อม แล้วทหารออกมายึดอำนาจที่ผ่านมาเกิดขึ้นเพราะปัญหาการเมือง แต่ครั้งนี้ในอนาคตจะมีพร้อมปัญหาเศรษฐกิจและความยากจนมาผสมโรงด้วย ดังนั้น ผลลัพธ์จะแตกต่างจากที่คิดและคาดการณ์กันตามปกติ"
.
นายจตุพร แจ้งข่าวอาการป่วยของนายบุญกลม ดงบังสถาน สื่อมวลชนอาวุโส และนักจัดรายการ “หยิบข่าวมาคุย” ในสถานีโทรทัศน์พีซทีวี ว่า ขณะนี้นอนรักษาตัว และหายใจด้วยเครื่องอ๊อกซิเจน อยู่ที่ รพ.พระนั่งเกล้า อาคารจินดามณี ชั้น 6 อาการยังไม่รู้สึกตัว