“ยุทธพร อิสรชัย” ฟันธงโฉมหน้า “สว.ชุดใหม่” “ฮั้วได้-จ่ายเงิน-หิวแสง”
หมายเหตุ : “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สัมภาษณ์พิเศษ รายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ออกอากาศทางช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2567 มองทิศทางการเมืองหลัง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเคลื่อนไหวเดินสายไปจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนโฉมหน้าของ “วุฒิสมาชิก” ชุดใหม่ที่จะมาตามรัฐธรรมนูญ 2560 จากการเลือกสว.ด้วยกติกาและรูปแบบนั้นจะส่งผลให้ได้ “สภาสูง” เป็นอย่างไร
- เรามองเห็นอะไรจากการที่คุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯออกมาเคลื่อนไหว เดินสายไปเยี่ยมบ้านเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านมา ในรอบ 17 ปี มีทั้งเสียงสนับสนุนและคนเสื้อแดงที่ตะโกนต่อว่า ว่าถูกหักหลัง
การที่คุณทักษิณ กลับเชียงใหม่ ครั้งนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่น่าสนใจ เนื่องจากไม่ได้กลับเชียงใหม่มาเป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว และจังหวัดเชียงใหม่ เป็นสนามแห่งแรกที่ตัดสินใจไปลงพื้นที่ ดังนั้นจึงสะท้อนได้ว่าพื้นที่ตรงนี้ต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเชียงใหม่ถือเป็นเมืองหลวงของพรรคเพื่อไทยมาก่อน และเคยได้สส.อย่างเป็นกอบเป็นกำจากที่นี่ แต่ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดพรรคเพื่อไทย ได้เสียพื้นที่ เสียเก้าอี้สส.ไปด้วยกันถึง 8 เก้าอี้ ให้กับพรรคก้าวไกล ไป7 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ ได้ไป 1ที่นั่ง
ดังนั้นคุณทักษิณ ต้องกลับไปทวงคืนพื้นที่ตรงนี้ สอดรับกับการที่คุณเศรษฐา ทวีสิน นายกฯก็ได้ขึ้นไปเชียงใหม่ในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องอีฟอร์มูล่า ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการที่นายกฯเดินทางไปต่างประเทศกลับมา ขณะเดียวกันคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อและประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ก็เดินทางขึ้นไปเหมือนกัน แม้วันนี้คุณพิธา จะไม่ใช่ผู้นำพรรคก้าวไกลแล้ว แต่ก็ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคก้าวไกลอยู่ ดังนั้นการไปลงพื้นที่ของคุณพิธา จึงเป็นการไปเพื่อตรึงกำลัง ตรึงฐานเสียงที่เชียงใหม่ แม้พรรคก้าวไกล จะได้สส.เชียงใหม่ มากถึง 7เก้าอี้ แต่สส.ส่วนใหญ่ก็เป็นสส.สมัยแรกทั้งนั้น จึงต้องเป็นคุณพิธา ที่ต้องไปเชียงใหม่
ปรากฏการณ์ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าเรามีนายกฯพร้อมๆกันถึง 3 คนคือ นายกฯที่เราอาจเรียกว่าเป็นสุพรีม ไพรม์มินิสเตอร์ คือนายกฯที่มีอำนาจสูงสุด หมายถึง คุณทักษิณ คนที่ 2 คือ ออฟฟิเชียล ไพรม์มินิสเตอร์ คือนายกฯที่เป็นทางการ หมายถึงคุณเศรษฐา และ 3 คือ นายกฯที่เรียกว่า อิเลคเตรด ไพรม์มินิสเตอร์ คือนายกฯที่ประชาชนเลือกเข้ามา ดังนั้นเท่ากับว่า 3 นายกฯ 3 มุมจึงอยู่ที่เชียงใหม่พร้อมๆกัน ในเวลาใกล้ๆกัน
-มีความเป็นไปได้ มากน้อยแค่ไหนที่คุณทักษิณ จะออกเดินสายไปตามจังหวัดต่างๆ หลังจากนี้ ล่าสุดแกนนำโคราช ในพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่าคนโคราช ก็อยากเจอคุณทักษิณ
ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่คุณทักษิณจะลงไปในพื้นที่ภาคอีสาน หลังจากนี้ เพราะพื้นที่แรกที่จะต้องไปคือเชียงใหม่ เพราะเป็นอดีตเมืองหลวงของพรรคเพื่อไทย และเป็นบ้านเกิดของคุณทักษิณ และเมื่อกระแสตอบรับไปในเชิงบวกมากกว่าก็เป็นไปได้ที่เราจะได้เห็นคุณทักษิณ ไปในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เช่นภาคอีสานหรือในพื้นที่อื่นๆที่จะตามมา สำหรับพื้นที่นครราชสีมา ก็ต้องถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีสส.จำนวนมาก เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากกทม. และในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเอง ก็สามารถดึงสส.มาเข้ากลุ่มเข้าพรรค อย่างกลุ่มคุณวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ที่ย้ายมาจากพรรคภูมิใจไทย และขณะเดียวกัน คุณประเสริฐ จันทรรวงทอง แกนนำพรรคที่โคราช ก็เคยเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันเป็นรมว.ดีอีเอส ถือเป็นแกนนำคนสำคัญคนหนึ่งของพรรค
ดังนั้นการลงพื้นที่โคราช จึงอาจจะเป็นสนามที่ 2 ที่คุณทักษิณ จะลงไป พร้อมกันนี้ก็ยังมีโครงการต่างๆอีกมากมายที่จะลงไปในพื้นที่นี้ อย่างล่าสุดโคราชจะได้เป็นเจ้าภาพจัดงานพืชสวนโลก และอาจจะไม่ใช่พื้นที่โคราชเท่านั้น แต่อาจจะต่อไปที่อุดรธานี ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดงมาก่อน จากนั้นอาจไปที่ขอนแก่นต่อ แต่เชื่อว่าคุณทักษิณคงไม่ไปบุกที่อีสานใต้แน่นอน เพราะเป็นพื้นที่ของคุณเนวิน ชิดชอบ ของพรรคภูมิใจไทย
- ในอีกมุมหนึ่ง การออกมาเคลื่อนไหวของคุณทักษิณ จะกระทบกับความรู้สึกของคนเสื้อแดง อีกกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ซึ่งรู้สึกว่า เขาสู้เพื่อคุณทักษิณ และกลับถูกหลอก
วันนี้อย่าลืมว่า คนเสื้อแดงเองก็มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไปแล้ว หลายส่วน บางส่วนก็ไม่ได้อยู่กับคนเสื้อแดงแล้ว เปลี่ยนมุมกลับไปอีกด้านหนึ่งเลย อย่างคุณจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน ซึ่งเคยเป็นประธานนปช. ขณะที่บางส่วนแม้จะยังเป็นคนเสื้อแดง แต่ก็หันไปเคลื่อนไหวนอกสภาฯ เชื่อมต่อกับทางพรรคก้าวไกล เช่นกลุ่มของนพ.เหวง โตจิราการ ฉะนั้นวันนี้เสื้อแดงมีหลากหลายกลุ่ม กลุ่มที่ยังสนับสนุนคุณทักษิณ และพรรคเพื่อไทยก็ยังมีอยู่ ก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนเป็นอีกเจนใหม่ของคนเสื้อแดง อย่างคุณเค สามถุยส์ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกทางการเมือง
ดังนั้นการที่คุณทักษิณ จะมีฐานจากคนเสื้อแดง มีความนิยมอย่างเข้มข้นเหมือนในอดีตนั้น เราอาจจะไม่ได้เห็นภาพอย่างนั้นง่ายๆอีก แต่วันนี้คุณทักษิณ มีกลยุทธ์ใหม่แล้ว การเมืองแบบใช้มวลชน การเมืองแบบสีเสื้อก็อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับการเมืองในปัจจุบันแล้ว
-ดูเหมือนคุณทักษิณ เองก็ไม่ได้แคร์ต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องป่วยจริงหรือไม่จริง หรือการที่เป็นนักโทษ แต่ไปไหนก็มีแต่คนห้อมล้อม
เรื่องนี้ต้องไปตามข้าราชการประจำด้วย ที่พากันไปต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ส่วนในทางการเมือง เราจะเห็นว่าบทบาทของสส.พรรคเพื่อไทยเอง ก็ไม่ได้ไปกันในวันธรรมดา รวมถึงรัฐมนตรี ส่วนถ้าไปในวันหยุด นอกเวลาราชการก็สามารถไปได้ ไปเยี่ยมในฐานะคนที่เคารพนับถือกัน
- สูตรการได้มาของสว.ชุดใหม่ 200 คนตามรัฐธรรมนูญ 2560 มีมุมใดที่น่าสนใจหรือไม่ เนื่องจากประชาชนไม่ได้เป็นผู้เลือกเข้ามา แต่เป็นการเลือกกันเองจากกลุ่มอาชีพ หลายคนบอกต้องจับตา เพราะการเมืองจะแทรกเข้ามา และอาจจะมี สว.สีส้มก็ได้รอบนี้
คิดว่าไม่ง่าย เพราะแม้หลายคนบอกว่าจะมีสว.สีนั้นสีนี้ จะมีสว.ที่ประชาชนเทคะแนนเลือก แต่เราต้องย้อนกลับไปดูระบบการเลือกสว. ไม่ได้ให้ประชาชนไปเลือกโดยตรง แต่เป็นการเลือกเฉพาะกลุ่มผู้สมัครด้วยกัน หมายความว่ามีการจำกัดวงของผู้ใช้สิทธิกับคนหลุ่มหนึ่ง และในขณะเดียวกันก็มีการจำกัดคุณสมบัติ ต้องมีอายุ 40 ปี ขึ้นไปจึงจะสมัคร สว.ได้ นั่นหมายความว่า จะมีคนบางเจเนอเรชันเท่านั้นที่จะมีสิทธิในการลงคะแนน ซึ่งคนกลุ่มนี้ อาจเรียกได้ว่า ไม่ได้ทำให้ฐานกว้างขวางเหมือนกับการเลือกตั้ง
ดังนั้นแม้เราจะบอกว่าในการเลือกตั้งสส.ที่ผ่านมา พรรคก้าวไกล กวาดที่นั่งสส.มาได้มาก ได้คะแนนนิยมจากประชาชนมาเยอะ แต่สุดท้ายสว.อาจจะไม่ได้เป็นไปตามนั้น และด้วยระบบที่มีการเลือกไขว้ เลือกไต่ และเลือกข้ามกลุ่มแบบนี้ต้องบอกว่าการที่จะมีใครสามารถกุมเสียงทั้งหมดเป็นเรื่องยากมาก เพราะทุกอย่างจะต้องมีการจับสลาก มีการเลือกข้ามสาย ไต่มาจากระดับอำเภอ จังหวัดแล้วไปสู่ระดับประเทศ ด้วยวิธีการเลือกแบบนี้คิดว่าไม่ง่ายเลย ที่จะทำให้ได้สว.มาจากส่วนใดส่วนหนึ่ง
หลายคนมักนำไปเปรียบเทียบกับการเลือกบอร์ดประกันสังคม ซึ่งคนของพรรคก้าวไกล ได้ไปจำนวนมาก แต่เป็นการเลือกมาจากผู้ประกันตนทั่วประเทศ และผู้ไปใช้สิทธิจากบอร์ดผู้ประกันสังคม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับทั้งประเทศ ดังนั้นกติกาการเลือกสว.ชุดใหม่ เลือกเฉพาะกลุ่มผู้มาสมัคร ดังนั้นจึงไม่ง่ายที่เราจะได้เห็นสว.สีนั้นสีนี้ และยังมีข้อกำหนดว่าห้ามพรรคเข้าไปเกี่ยวข้อง
- จะประเมินได้หรือไม่ว่า จากกติกาเช่นนี้ โฉมหน้าสว.ชุดใหม่ จะเป็นอย่างไร
วุฒิสมาชิกชุดใหม่ ผมคิดว่าน่าจะสรุปได้ง่ายๆด้วย 3 คำคือ ฮั้วได้ จ่ายเงิน หิวแสง สุดท้ายจะเป็นอย่างนี้ ซึ่งเรากังวล มากเรื่องคุณภาพสว. ที่บอกว่าฮั้วได้ เพราะสุดท้ายใครที่รวมกลุ่มกันมาสมัคร แล้วเลือกไขว้กัน ตกลงกัน ฮั้วกัน ก็มีโอกาสจะได้รับเลือก แต่พอมาระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จากอำเภอมาสู่จังหวัด การฮั้วอาจจะยากขึ้นเพราะมีการไขว้กลุ่มเกิดขึ้น
พอมาสู่ระดับประเทศ ก็จะฮั้วกันยากขึ้นไปอีก เพราะจะมีการไขว้กลุ่มอีกครั้ง ดังนั้นพอถึงระดับประเทศ สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือการเลือกข้ามกลุ่มแล้วเราไม่รู้จักกัน ก็คือต้องจ่ายเงิน หรือถ้าไม่จ่ายเงิน ใครที่ทำตัวหิวแสง ให้เป็นที่รู้จักของผู้คนได้มากกว่า ก็สามารถที่จะได้รับเลือก เพราะเมื่อข้ามกลุ่มก็ไม่รู้จะเลือกใครและไม่รู้จักคนในกลุ่มอื่นๆ ว่ามีประวัติ มีผลงาน มีความน่าเชื่อถืออย่างไร ฉะนั้นสิ่งที่จะเลือกก็คงไม่พ้นคนจ่ายเงิน หรือคนหิวแสง
ดังนั้นผมจึงบอกว่ากังวลมากเรื่องคุณภาพของสว.ชุดใหม่ ที่อาจจะได้คนฮั้วได้ จ่ายเงินและหิวแสงเข้ามา
-หลายคนคงนึกถึงคนที่ร่างกติกาในการเลือกสว.ใหม่ 200 คนตามรัฐธรรมนูญ 2560 รู้ไหมว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น
ตรงนี้ เชื่อว่าต้องกลับไปดูโจทย์ตั้งต้นของเราก่อน ซึ่งเราต้องตอบให้ได้ว่าเรามีสว.เอาไว้ทำไม มีไปเพื่ออะไร เหมือนกับที่สังคมมักจะถามคำถามนี้ สว.มีไว้ทำไม ถ้าเราตอบไม่ได้ ก็จะเป็นปัญหาไปสู่การออกแบบเรื่องที่มา ออกแบบในเรื่องของหน้าที่และอำนาจของสว.
ฉะนั้นถ้าเราไม่สามารถตอบคำถามได้ชัดเจนว่าสว.มีเอาไว้ทำไม ก็ไม่จำเป็นต้องมี เพราะในโลกใบนี้ ปัจจุบัน กว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นระบบสภาเดียวกันหมดแล้ว ไม่ต้องมีสว.ก็ได้ พอต้องมี เราก็ไปออกแบบ ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงให้น้อยที่สุด พอท้ายที่สุด ไปป้องกันปัญหาหนึ่ง ก็ทำให้เกิดอีกปัญหาหนึ่งตามมา
-ถ้าอย่างนั้น หากไม่มีสว. เราก็น่าจะประหยัดงบประมาณ ไปได้เยอะมาก
ใช่ครับ จะสามารถประหยัดงบประมาณไปได้มาก ตั้งแต่งบประมาณในกระบวนการได้มาซึ่งสว. ประหยัดงบประมาณในชั้นการทำงานของสว. เพราะสว.เงินเดือนก็เท่ากับสส.ยังไม่นับรวมผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว เรื่องกรรมาธิการ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านั้นคืองบประมาณแผ่นดินทั้งสิ้น