เผย ป.ป.ช.ชงดักฟัง อ้างเป็นสากล ด้าน สนช.ห่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

การเมือง20 ธ.ค. 2560 • 18:03 น.
เผย ป.ป.ช.ชงดักฟัง อ้างเป็นสากล  ด้าน สนช.ห่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
เผย ป.ป.ช.ชงดักฟัง อ้างเป็นสากล ด้าน สนช.ห่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ชี้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มอำนาจ เหตุ มีป.วิอาญาคุมอยู่ วันที่ 20 ธ.ค.60 ที่รัฐสภา พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ... สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ว่า ร่างพ.ร.ป.ดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสนช.วันที่ 21 ธ.ค.นี้ ให้รอฟังการอภิปรายของสนช. เมื่อถามว่า กรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.)ได้เพิ่มเติมอำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ให้สามารถสืบค้นข้อมูลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, ข้าราชการ และประชาชน ผ่านช่องทางโทรศัพท์, โทรสาร, โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมด เป็นอย่างไร พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ไม่ตอบเพียงแต่บอกว่า 21 ธ.ค.นี้ก็เข้าสู่การพิจารณาของสนช.ให้ไปฟังการอภิปรายวันนั้น ด้านพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร กรรมาธิการวิสามัญ กล่าวว่า ป.ป.ช.เป็นผู้เสนอเรื่องนี้มา โดยให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องสากลซึ่งป.ป.ช.ก็ทำตามข้อตกลงที่ประเทศไทยเราเข้าเป็นภาคี ในต่างประเทศหลายประเทศก็ให้อำนาจป.ป.ช.ทำได้และในประเทศไทยก็มีองค์กรเช่น กรมสอบสวนพิเศษหรือดีเอสไอ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ช.) สามารถที่จะสืบค้นข้อมูลได้ ซึ่งป.ป.ช.มีอำนาจในการสอบสวนการทุจริต การร่ำรวยผิดปกติ และบางคดีก็โยงใยการฟอกเงิน ก็น่าจะให้อำนาจป.ป.ช.ในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งขณะนี้ป.ป.ช.มีคดีจำนวนมากยังไม่สามารถปิดคดีได้ การให้ป.ป.ช.สามารถดักฟังข้อมูลได้ก็จะช่วยงานของป.ป.ช. ได้มาก อย่างไรก็ตามทางกมธ..ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่ในกรณีนี้จะเป็นการสืบค้นข้อมูลกับผู้ที่ถูกกล่าวหาและป.ป.ช.มีมติชี้มูล จึงจะทำได้ และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เท่านั้น ทั้งนี้การประเด็นดังกล่าวจะผ่านหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุมสนช.จะพิจารณาเห็นชอบหรือไม่ รายงานข่าวแจ้งว่า ประเด็นการให้อำนาจป.ป.ช.ดักฟังข้อมูลนั้น สนช.หลายคนแสดงความกังวลว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่และอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเป็นการให้อำนาจป.ป.ช.มากเกินไปหรือไม่ ซึ่งเรื่องการดักฟังข้อมูลนั้นก็มีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นต้น แต่ก็ต้องได้รับอนุญาตจากศาลถึงจะทำได้ การที่ป.ป.ช.กล่าวอ้างว่า เพื่อหาหลักฐานในคดีที่ทุจริต คดีร่ำรวยผิดปกติ คดีที่มีความร้ายแรง ซึ่งป.ป.ช.ไม่สามารถหาข้อมูลหรือพยานหลักฐานมาได้ การดักฟังข้อมูลจะทำให้ได้พยายานหลักฐานเพื่อมาประกอบการพิจารณาคดีนั้นไม่น่าจะมีเหตุผลหรือน้ำหนักมากพอ โดยได้ยกตัวอย่างคดีร่ำรวยผิดปกติของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดร่ำรวยผิดปกติ ทางป.ป.ช.ก็หาพยานหลักฐานจนนำไปสู่การฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่จำเป็นต้องดักฟังข้อมูล นอกจากนี้จะมีการแก้ไขประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) เกี่ยวกับการดักฟังข้อมูลในคดีต่างๆโดยจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การดักฟังใหม่ว่าคดีใดจะเข้าข่าย พร้อมทั้งวางหลักเกณฑ์การอนุญาตให้หน่วยงานที่ร้องขอ เมื่อเข้าหลักเณฑ์ก็ต้องยื่นศาลเพื่อให้ศาลวินิจฉัยอนุมัติ ดังนั้นป.ป.ช.จึงไม่จำเป็นต้องมาเขียนอยู่ในร่างพ.ร.ป.ป.ป.ช. ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวเชื่อว่าจะมีการอภิปรายกันมาก ผู้สื่อข่าวรายงาน ร่างพ.ร.ป.ดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสนช.ในวันที่ 21 ธ..ค.ในวาระ2และ3 โดยที่ประชุมได้เปิดให้ใช้เวลาการพิจารณาอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ร่างพ.ร.ป.ดังกล่าวมีทั้งหมด199 มาตรา โดยมีวาระสำคัญกำหนดให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ต้องแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อหน่วยงานต้นสังกัด ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงาน ส่วนผู้ที่ทำงานอยู่แล้วต้องยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ยังกำหนดให้กรณีคู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียนต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วยโดยให้เป็นเรื่องของคณะกรรมการป.ป.ช.กำหนดหลักเกณฑ์ว่าแค่ไหน เพียงใดถึงจะถือว่าเป็นคู่สมรสฉันท์สามี ซึ่งต้องอยู่กินกันพอสมควร กำหนดให้มี ป.ป.ช.ส่วนภูมิภาค ทำหน้าที่สนับสนุน ป.ป.ช.กลาง ในการตรวจสอบทุจริตในระดับพื้นที่ พร้อมยกเลิกกรรมการ ป.ป.ช.จังหวัด ให้เหลือเฉพาะ ผอ.ป.ป.ช.จังหวัด ตัดอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช.จังหวัด ให้เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.กลางเท่านั้น กำหนดระยะเวลาในการพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี และ ไต่สวนคดีให้เสร็จภายใน 1 ปี เพิ่มอำนาจป.ป.ช.ให้สามารถสืบค้นข้อมูลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, ข้าราชการ และประชาชน ผ่านช่องทางโทรศัพท์, โทรสาร, โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมด โดยต้องเป็นไปตามดหลักเกณฑ์ให้ดักฟังได้เฉพาะคดีร่ำรวยผิดปกติ คดีทุจริตหรือกระทำผิดต่อหน้าที่ และต้องเป็นคดีที่มีความร้ายแรงต่อสาธารณชน โดยกำหนดให้อธิบดีศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นผู้ให้อนุญาตพิจารณาตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ ป.ป.ช.จะมีอำนาจดักฟังได้ในชั้นไต่สวนคดี ภายใน 90 วัน ขณะที่บทเฉพาะการ เรื่องการดำรงตำแหน่งคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน กมธ.ให้อยู่จนครบวาระ 9 ปี ซึ่งร่างเดิมที่มาจากกรธ.นั้นมีการรีเซตกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจบันและให้อยู่เท่าที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น