"กมธ.การศึกษา" ห่วงปมดราม่า "เลิกบังคับแปรอักษร" แนะรับฟังทุกฝ่าย หวังแก้ไขปัญหาร่วมกัน
วันที่ 13 พ.ย.2566 เวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา ตัวแทนศิษย์เก่า โรงเรียนเทพศิรินทร์ และโรงเรียนสวนกุหลาบ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร กรณีดราม่าบังคับนักเรียนแปรอักษรในกิจกรรม “จตุรมิตรสามัคคี”
โดยน.ส.พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษก กมธ. กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาจากกิจกรรม “จตุรมิตรสามัคคี” การแข่งขันฟุตบอลประเพณีของโรงเรียนชายล้วนเก่าแก่ 4 โรงเรียน คือ ร.ร.เทพศิรินทร์ ร.ร.สวนกุหลาบ ร.ร.กรุงเทพคริสเตียน และร.ร.อัสสัมชัน ในอดีตกิจกรรม “จตุรมิตรสามัคคี” ได้ช่วยสร้างสายสัมพันธ์ และมิตรภาพให้กับนักเรียนจาก 4 โรงเรียนนี้มาหลายรุ่น แต่จากข้อมูลของนักเรียนปัจจุบันที่เข้าร่วมกิจกรรมบางส่วน กิจกรรมนี้ได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นประเพณี ที่ต้องประชันกันซึ่งเกียรติยศ ชื่อเสียง อลังการของการแปรอักษร และเชียร์ลีดเดอร์ จนทำให้หลายโรงเรียนต้องยกระดับงบประมาณ และขยายเวลาจัดเตรียมกิจกรรมเป็นหนึ่งปีการศึกษา โดยปรับชั่วโมงการเรียนวิชาชุมนุมหรือชมรม มาเป็นชั่วโมงเตรียมกิจกรรมจตุรมิตร
น.ส.พิมพ์กาญจน์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันจากข้อมูลที่ได้รับแจ้ง การจัดกิจกรรมจตุรมิตรในปัจจุบัน มีประเด็นปัญหาที่น่าห่วงใย ดังนี้ 1.การบังคับนักเรียนให้ต้องลงชื่อ และเข้าร่วมทำกิจกรรมทุกครั้ง ตั้งแต่ฝึกซ้อมจนกระทั่งวันจัดกิจกรรมจริง เพื่อยืนยันว่าเด็กจะผ่านในรายวิชาชุมนุมหรือชมรม 2.กรณีดังกล่าวอาจถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิเด็กนักเรียน ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 หลายประการ เช่น การปล่อยให้นักเรียนเดินแถวออกจากโรงเรียนไปยังสนามศุภชลาศัยเอง การให้นักเรียนนั่งอยู่บนอัฒจันทร์อย่างแออัดในสภาพอากาศที่ร้อนหรือเสี่ยงฝนตก
การให้แปรอักษรติดต่อนานหลายชั่วโมงโดยไม่มีการเปลี่ยนตัว ไม่อนุญาตให้นักเรียนไปเข้าห้องน้ำหรือไปรับประทานอาหาร มีการกดดันให้รอจนกว่าคนที่ไปก่อนหน้าจะกลับมาถึงจะไปได้ เป็นเหตุให้เด็กต้องปัสสาวะใส่ขวดน้ำหรืออุจจาระใส่กล่องอาหารที่ทานแล้ว 3.การต่อเติมอัฒจันทร์เดิมให้มีขนาดรองรับจำนวนเด็กให้มากขึ้น ตามกำหนดการคือต้องมีนักเรียนขึ้นอัฒจันทร์เพื่อแปรอักษรจำนวน 1,250 คนต่อโรงเรียน ทุกโรงเรียนจึงต้องต่อเติมอัฒจันทร์ในส่วนของทางเดินใกล้ประตูทางออก เพื่อเสริมเก้าอี้ที่นั่งทำให้ทางเดินแคบขึ้น นักเรียนต้องนั่งกันอย่างแออัดมากขึ้น และมีโอกาสที่ส่วนต่อเติมจะทรุดตัวลง หากต่อเติมไม่ดีหรือรองรับน้ำหนักของเด็กมากเกินไป ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าโครงสร้างอัฒจันทร์ได้รับการตรวจสอบจากวิศวกรเป็นที่เรียบร้อยหรือไม่ และสามารถรองรับน้ำหนักนักเรียนได้สูงสุดเท่าไหร่ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของนักเรียนได้
น.ส.พิมพ์กาญจน์ กล่าวว่า 4.หากระหว่างดำเนินกิจกรรมแล้วเกิดอุบัติเหตุ เด็กเป็นลม และต้องเอาตัวเด็กออกมา การเคลื่อนย้ายเด็กจะเป็นไปได้อย่างยากลำบาก เพราะความแออัด และอาจส่งผลกับการแปรอักษรที่อาจผิดพลาด เนื่องจากไม่มีเด็กสำรองเข้าไปช่วยแปรอักษร หรือหากมีก็หนีกลับมา เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่บนอัฒจันทร์ โดยล่าสุดหลังจากกลุ่มศิษย์เก่าโรงเรียนเครือจตุรมิตร ออกมาเรียกร้องให้ทั้ง 4โรงเรียน “ยกเลิกการบังคับ” แปรอักษร ระหว่างทางที่จะไปสนามศุภชลาศัย รวมถึงการติดป้ายผ้าบริเวณสะพานลอยหลายจุด เพื่อบอกถึงความลำบากของนักเรียนขณะต้องขึ้นอัฒจันทร์เพื่อแปรอักษร ภาพดังกล่าวถูกแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียจำนวนมาก ผ่าน #เลิกบังคับแปรอักษร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลายทิศทางนั้น
"กมธ.การศึกษาฯ ไม่ได้คัดค้านกิจกรรมแปรอักษรในงานจตุรมิตรสามัคคี เราเข้าใจดีว่าสำหรับนักเรียนหลายคน นี่คือโอกาสครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้ร่วมทำกิจกรรมนี้ และเป็นกิจกรรมสำคัญที่สืบทอดกันมานานกว่า 60 ปี แต่กมธ.ก็มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อสิทธิ และสวัสดิภาพความปลอดภัยของนักเรียน ที่ไม่ควรเกิดขึ้นจากการบังคับ กมธ.การศึกษา จึงยินดีรับฟัง และให้พื้นที่กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นมุมมองของนักเรียนปัจจุบัน ผู้ร้องเรียนให้ได้มาบอกเล่าปัญหา และพร้อมประสานไปยังคณะผู้จัดกิจกรรม จตุรมิตรสัมพันธ์ และผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 4 แห่ง รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียจากกิจกรรม เพื่อหาทางออก ปรับปรุงแก้ไขร่วมกัน ให้กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสมัครสมานสามัคคีที่จะเป็นความทรงจำที่งดงาม สำหรับคนทุกรุ่นอย่างแท้จริง" น.ส.พิมพ์กาญจน์ กล่าว
ด้าน นายโสภณ กล่าวว่า ยุคปัจจุบันต้องมีเวทีให้เด็กแสดงออก แต่เมื่อมีผู้ร้องเรียน หลักของ กมธ.จะให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง และกมธ.จะซักถามปัญหาต่างๆ อย่างไรก็ตาม เราไม่ขัดข้องในการกิจกรรมของโรงเรียน แต่หากสิ่งใดที่ไม่เหมาะสมก็ต้องปรับปรุง อะไรที่สร้างความลำบากทางกายภาพก็ไปลดลง