"ธัญวัจน์" แฉมีส.ส.บางพรรคจ้องตีตกร่างสมรสเท่าเทียม

การเมือง22 ก.ย. 2565 • 15:26 น.
"ธัญวัจน์" แฉมีส.ส.บางพรรคจ้องตีตกร่างสมรสเท่าเทียม

 "ธัญวัจน์" แ มีส.ส.บางพรรคอยากให้ร่างสมรสเท่าเทียมตกทั้งร่าง ลั่นสิ่งที่ปชช.อยากเห็นท่ามกลางความขัดแย้งเป็นความรัก

วันที่ 22 ก.ย.65 ที่รัฐสภา นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล นายชานันท์ ยอดหงส์ และนายแทนคุณ จิตต์อิสระ โฆษกกมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ร่วมกันแถลงความคืบหน้าการพิจารณาร่างกฎหมาย

นายธัญวัจน์ กล่าวว่า ในการพิจารณาในชั้นกมธ.ตนได้สงวนความเห็นไว้ จึงขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคโหวตตามคำสงวนของตน เพื่อให้สิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเสมอภาคกับชายหญิง และอยากให้ทุกคนจับตาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสภาฯ ทั้งนี้ มีส.ส.ท่านหนึ่งจากพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่สงวนความเห็นให้ตัดสมรสเท่าเทียมทุกมาตรา ซึ่งก็เป็นสิทธิของท่าน ในฐานะผู้แทนราษฎร ตนเชื่อว่ามีทุกคนมีเอกสิทธิ์ แต่การกฎหมายผ่านการพิจารณาในวาระหนึ่งแล้ว ท่านมีสิทธิ์หรือไม่ที่จะมาสงวนตัดร่างพ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม 

"ธัญไม่อยากมองว่าเรื่องนี้จะเป็นการเมืองหรือไม่ แต่ร่างกฎหมายนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนรออยู่ หากท่านใช้การสงวนความเห็นตัดร่างพ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมทุกมาตราออกนั้น ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนจะวิพากษ์วิจารณ์ท่านและการทำงานของท่านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะรองประธาน กมธ. ธัญขอฝากไว้หนึ่งอย่างคือ ธัญรู้ว่าในฐานะฝ่ายค้านพวกเราทำหน้าที่ และในฐานะรัฐบาลพวกท่านทำหน้าที่ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาพวกท่านทำหน้าที่ ในฐานะกมธ.พวกเราทำหน้าที่ เราเห็นข้อโต้แย้งต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในสภาฯ ชุดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาชนรอคอยอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งและความเห็นต่างทางการเมือง คือ ประชาชนต้องการเห็นความรักเกิดขึ้นในสมัยนี้"นายธัญวัจน์ กล่าว

ด้านนายชานันท์  กล่าวว่า ขณะนี้กมธ.ได้พิจารณาร่างกฎหมายเสร็จสิ้นแล้วและมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะผลักดันให้สภาฯ พิจารณาร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิตและร่างพ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือร่างพ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมทั้ง 2 ฉบับ โดยไม่ปัดตกร่างใดร่างหนึ่ง ทั้งนี้ จะมีการประชุมกมธ.อีกครั้งในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ เพื่อทำรายงานเสนอต่อสภาฯ ให้บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวาระที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายน 

ขณะที่นายแทนคุณ กล่าวว่า อยากขอความร่วมมือประชาชนให้สื่อสารไปยังส.ส.ในพื้นที่ให้สนับสนุนร่างกฎหมายทั้ง 2 ร่างดังกล่าว เนื่องจากเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับสิทธิ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และสิทธิพลเมือง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องขับเคลื่อน และในส่วนกฎหมายที่จะเกิดขึ้นตนมองว่าเป็นภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะหลายประเทศในขณะนี้ต่างก็กำลังจับตามองการทำงานของสภาฯ อยู่ หากร่างพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับนี้ผ่านก็จะตัวชี้วัดสำคัญว่าประเทศไทยได้คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพในระดับสากล และการประชุมเอเปคที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ตนอยากให้การทำงานของกมธ.ชุดนี้เปรียบเหมือนสังคมที่มีความหลากหลายความคิด บางกรอบยังยึดติดกับกรอบเดิม หลายครั้งที่เราได้ฟังจากผู้แทนในกมธ.จะมีความกังวล แต่เราได้มีการทลายข้อจำกัดในเรื่องความคิดของกฎหมายเก่าอยู่ ที่เหลือก็จะเป็นการทำงานในภาคสังคมที่จะต้องช่วยกันสนับสนุนในการทำงานของเรา