เปิดใจ “โฆษกรัฐบาล” “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” รับมือเฟกนิวส์-มุ่งสร้างความเข้าใจ

การเมือง22 ก.พ. 2563 • 00:10 น.
เปิดใจ “โฆษกรัฐบาล” “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” รับมือเฟกนิวส์-มุ่งสร้างความเข้าใจ
หมายเหตุ : “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษ “สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” เผยถึงแนวทางการทำงานของ “ทีมโฆษกรัฐบาล” ในการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ผลงานของรัฐบาล ตลอดจนการดำเนินการสร้างความรู้ ความเข้าใจ โดยเฉพาะในภาวะฉุกเฉิน และเร่งด่วน “ทีมโฆษกรัฐบาล” จึงเป็นกลไกที่มีความสำคัญ อย่างมาก - การประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาล องคาพยพใหญ่ด้านงานประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลจะมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ พ.ศ.2553 โดยมีคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ(กปช.) ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน ซึ่งกปช.จะมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายในการให้คำปรึกษา ติดตามประเมินรายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้รับทราบ ทั้งนี้ในกปช.จะมีฝ่ายเลขานุการ ที่มาจากกรมประชาสัมพันธ์ และจะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ รวมถึงกปช.ยังได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัดเป็นประธานอนุกรรมการ มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเป็นอนุกรรมการ และประชาสัมพันธ์จังหวัดเป็นฝ่ายเลขานุการ - เป้าหมายในการประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาลในทีมโฆษก มีอะไรที่สำเร็จแล้ว และอะไรที่จะขับเคลื่อนต่อไป ก่อนที่จะทำงานได้มีการพูดคุยกันกับทีมโฆษกเดิมที่ทำงานในช่วงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งการทำงานของทีมโฆษกฯ ช่วงนั้น จะเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด การแบ่งงานก็สามารถแบ่งได้เลยว่าใครรับผิดชอบในส่วนไหน ซึ่งเมื่อทีมโฆษกชุดนี้เข้ามาเขาก็อยากที่จะให้ทำอย่างนั้น สื่อมวลชนก็คุ้นเคยแบบนั้น แต่เมื่อมีการมานั่งหารือกันก็มีข้อจำกัดว่า โฆษกแต่ละท่านก็ถูกคาดหวังจากทางพรรคว่า เมื่อมีผลงานกระทรวงที่พรรคเป็นเจ้ากระทววงอยู่ก็อยากที่ให้คนของตัวเองแถลง ซึ่งเราก็ต้องเคารพและให้เกียรติตรงนั้น ก็ทำให้บางคนมองว่า พรรคใครพรรคมัน แต่ที่จริงแล้วมันเป็นความคาดหวังของพรรค ซึ่งต้องมองย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ที่มีรัฐบาลเสียงข้างมากจากพรรคเดียว ทีมโฆษกก็มาจากเนื้อเดียวกันหมดก็แบ่งงานแบบที่ไม่แยกกัน แต่ถ้าในช่วงหลัง ๆ บางสัปดาห์ในการแถลงข่าวครม. ของพรรคอาจจะไม่มีเรื่องเข้าครม.ก็จะมีแบ่งกันแถลงข่าว โดยตนก็จะไปแถลงในส่วนของข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเห็นว่าเราไม่ได้แบ่งเป็นพรรคใคร พรรคมันเสียทีเดียว เพราะถ้าไปเน้นเรื่องของพรรคอย่างเดียวก็คงไม่มีเรื่องที่จะพูด - การใช้แอพพลิเคชั่น ไลน์ ในการสื่อสารกับสื่อมวลชน ทำให้การสื่อสารง่ายขึ้นหรือไม่ ทำให้ง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้สื่อมวลชนได้ข้อมูลจากหลายแหล่ง เรื่องโซเชียลมีเดีย สำนักโฆษกฯ นั้นต้องอยู่ในสปอร์ตไลท์ตลอดเวลา ซึ่งก็ได้ย้ำกับทุกสื่อว่า มีอะไรขอให้ตรวจสอบ เราพร้อมที่จะรับสายเสมอ หากไม่รู้ก็จะไปหาข้อมูลมาให้ อย่างก่อนหน้านี้รองโฆษกอีกท่านหนึ่งได้มาพูดคุยว่า เนื่องจากเขาต้องไปดูแลข่าวกระทรวงที่พรรครับผิดชอบอยู่ ซึ่งที่จริงในแต่ละกระทรวงก็จะมีสื่อออกข่าวอยู่แล้ว และเมื่อมาออกข่าวที่ทำเนียบฯอีกก็ซ้ำกัน ก็อาจไม่ได้อยู่ในความคาดหมายของสื่อที่ทำเนียบฯ รวมถึงบางคนก็ไปคาดหวังว่า โฆษกรัฐบาลทั้ง 3 คนจะต้องพูดเรื่องของทุกกระทรวง แต่ในความเป็นจริงเวลาทำงานรัฐมนตรีเขาพูดเอง เขาออกข่าวเอง เขามีนักข่าวประจำตัว ข้อมูลไม่ได้มาที่เรา พอเมื่อเราเอามาพูดก็กลายเป็นซ้ำ แต่อย่างน้อยก็เป็นการช่วยย้ำไปอีกครั้ง อย่างกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตัวโฆษกฯ ก็ต่อสายคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข เองว่า การออกนำเสนอข่าวจะเป็นอย่างไร ซึ่งรองนายกฯ ก็ระบุว่า จะให้ทางกระทรวงสาธารณสุขพูดจุดเดียวจะได้ไม่สับสน เพราะเป็นข้อมูลทางเทคนิคเรื่องที่เกี่ยวกับทางการแพทย์ จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้ตอบคำถาม ซึ่งจะมีการแชร์ข้อมูลระหว่างกัน มีการส่งข้อมูลมายังสำนักโฆษกฯ ทุกวัน ซึ่งเราก็จะมาดูว่าตรงไหนที่เราจะย้ำให้ได้ ในส่วนของตัวเองก็จะมีทีมงานสรุปข้อมูลนำไปใส่เฟซบุ๊กของตัวอาจารย์เอง เพื่อให้ประชาชนที่ไม่ได้เห็นช่องทางอื่นๆ จะได้รับข้อมูลข่าวสารในช่องทางนี้ ก็อยากที่จะทำความเข้าใจตรงนี้ เพราะบางคนก็คาดหวังว่า โฆษกฯ รองโฆษกฯ จะต้องตั้งโต๊ะแถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดทุกวัน หรือเรื่องฝุ่นละออง PM 2.5 ที่บางคนก็ต้องการให้โฆษกฯ แถลง แต่ก็ต้องเข้าใจว่า ข้อมูลอยู่ที่กรมควบคุมมลพิษเขาก็ออกข่าวทุกวันอยู่แล้ว - การแชร์ข่าวหรือข้อมูลเท็จทางโซเชียลมีเดีย ทั้งจากกรณีไวรัสโควิด-19 หรือเหตุการณ์กราดยิงที่จ.นครราชสีมา จะมีการถอดบทเรียนอย่างไร ต้องถอดบทเรียน ซึ่งจะต้องร่วมมือกัน ทั้งจากส่วนงานประชาสัมพันธ์และส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจตรงกันว่า ไม่ใช่เวลาที่จะมาโทษกัน ว่าใครต้องรับผิดชอบ แต่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน อย่างตอนเกิดเหตุกรณีที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งนายกฯ ทราบเรื่องตั้งแต่แรก ซึ่งตัวเองก็ได้ต่อสายพูดคุยกับทั้งโฆษกกองทัพบกและโฆษกกระทรวงกลาโหม แต่ก็มีการขอให้โฆษกกองทัพบกเป็นคนออกข่าว อาจารย์ก็รายงานนายกฯ ว่าได้มีการพูดคุยแล้ว แต่ขอให้โฆษกกองทัพบกออกข่าว แต่เมื่อสื่อถามทางสำนักโฆษกฯ เราก็ตอบตามรายงานที่อ้างอิงจากกองทัพบก กลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ทั้งนี้การปฏิบัติการในพื้นที่ ก็ไม่อยากที่จะให้เราพูดในรายละเอียดว่าเขาทำอะไรบ้างอย่างไร เกิดเหตุที่จุดไหน มีผู้เสียชีวิตเท่าไหร่ เขาก็รายงานมาแต่ก็บอกเราว่าอย่าเพิ่งพูดให้ทางสตช.พูดเองดีกว่า ซึ่งอาจารย์เองก็ให้ข่าวกับสื่อได้แต่เพียงว่า นายกฯ รับทราบแล้ว ตลอดทั้งคืนวันนั้นท่านนายกฯ ก็ไม่ได้นอน ตัวอาจารย์เองก็ไม่ได้นอน มีการสื่อสารกันไปมาทั้งจาก 3 หน่วยงาน สตช. ทบ. และกลาโหม จนเช้าเหตุการณ์ยังไม่คลี่คลาย นายกฯ จึงตัดสินใจยกเลิกภารกิจเดินทางไปกำกับสถานการณ์ด้วยตัวเอง แต่พอนายกฯ ขึ้นเครื่องไม่ถึง 10 นาทีปรากฏว่าภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว - สำนักโฆษกฯ มีการตั้งรับมือกับเฟกนิวส์อย่างไรบ้าง เรื่องเฟกนิวส์ ไม่ใช่เฉพาะที่ประเทศไทยที่เจอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไวรัสโคโรนาและอีกหลายๆ เรื่อง ทุกประเทศเผชิญเหมือนกันหมด แม้แต่ประเทศกัมพูชา สมเด็จฮุนเซนก็ออกมาแสดงความหงุดหงิดว่าทำไมถึงมีแต่ข่าวปลอมที่เกี่ยวกับสถานการณ์ เพราะการสื่อสารที่ไปได้ไว คนที่รับไม่มีการเช็กข้อมูล คิดแต่เพียงว่าถ้าเป็นคนที่แชร์ก่อน ก็จะเป็นผู้นำจึงเป็นการสื่อสารที่เร็วมาก แต่ที่จะมาหวังว่าโฆษกฯ 1 คนและรองโฆษกฯ อีก 2 คนจะไปคุมการแชร์ทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ จึงต้องมีการตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมขึ้นมา ซึ่งก็ไม่สามารถที่ควบคุมได้ทั้งหมด แต่เพื่อให้ประชาชนเข้ามาเช็กข้อมูลที่ถูกต้องได้ ถามว่าจะสามารถหยุดเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างไร เราก็ต้องเรียนรู้ไปด้วยกันทั้งองคาพยพ ใช่เรื่องเฟกนิวส์เป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่ประชาชนก็ต้องร่วมมือด้วย แต่รัฐบาลจะทำให้เฟกนิวส์หยุดไปได้ไหมก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็มีการดำเนินการไปบางแล้ว โดยการใช้อำนาจทางกฎหมายอย่างจริงๆ จังๆ ซึ่งก็จะลดความคึกคะนองที่กระจายข้อมูลเหล่านี้ไปได้ระดับหนึ่ง แต่อย่างที่เราก็รู้ว่าข้อมูลเหล่านี้ใช้แอคเคาท์ปลอมได้ ความรับผิดก็เลี่ยงได้ ซึ่งก็อยู่ที่ประชาชนที่จะต้องใช่วิจารณญาณร่วมกัน - การแก้ไขข่าวปลอมที่ส่งผลกับตัวนายกฯ และรัฐบาล ถ้าเป็นเรื่องที่กระทบโดยตรงกับนายกฯ ตัวรัฐบาลหรือครม. เราก็จะชี้แจงว่าเป็นข่าวไม่จริง ซึ่งก็มีหลายสื่อที่มีการเผยแพร่ให้ประชาชนเห็นว่าอะไรที่เป็นข่าวปลอม ข่าวจริง ตรงนี้ก็ช่วยกันได้เยอะ ซึ่งก็ต้องขอความร่วมมือ โดยในส่วนของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมก็พยายามที่จะสร้างเครือข่ายที่มีทั้งสื่อมวลชน และภาคประชาชนที่จะช่วยกันเผยแพร่ว่าอะไรที่ข่าวปลอม อะไรที่เป็นข่าวจริง - ในการทำงานที่ต้องใกล้ชิดกับนายกฯ มีอะไรที่อยากจะสะท้อนให้เห็น เพราะบางครั้งโซเชียลตัดแค่บางคำพูดออกไปนำเสนอ ตั้งแต่ทำงานกับนายกฯ มา ทุกครั้งที่นั่งคุยกัน นายกฯ จะพูดแต่เรื่องคนที่มีรายได้น้อย เกษตรกร คนด้อยโอกาสว่าจะทำอย่างไรให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างการที่นายกฯ ลงพื้นที่แต่ละครั้ง พอลงพื้นที่เสร็จแล้วไปพักที่ห้องรับรอง นายกฯ ก็จะถามว่า เห็นสายตาของประชาชนไหม เห็นแล้วก็เศร้าไหม ว่าโอกาสที่เขาไม่มี เราจะช่วยเขาอย่างไร ซึ่งนายกฯ เองก็อยากที่จะไปในหลายๆ โครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่บางเรื่องต้องใช้เวลา นายกฯ แบกสิ่งเหล่านี้ไว้ตลอด แต่ด้วยความที่นายกฯ เป็นผู้นำ เวลาไปลงพื้นที่นายกฯ ก็จะมีอารมณ์ขันให้คนที่อยู่ร่วมด้วย รู้สึกไม่เครียด บางครั้งอาจจะพูดเล่น แต่ก็ทำให้บางคนไปตีความผิด แต่เจตนาของนายกฯ ทำเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่มีอะไรแอบแฝง อย่างเวลานายกฯ กล่าวพบปะประชาชนบนเวที นายกฯ จะไม่อ่านสคริปท์ เพราะอยากที่ถ่ายทอดความรู้สึกที่มีกับเรื่อง ๆ นั้นมาสื่อสารกับประชาชน ก็ถูกหยิบจับมาทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งตัวนายกฯ เองก็รับทราบและพยายามที่ระมัดระวังมากขึ้น จะคุยกับนายกฯ ตลอดในทุกประเด็นที่นายกฯ โดนโจมตี บางครั้งนายกฯ ก็บอกว่าไม่ต้องตอบโต้ เรื่องไร้สาระ อย่างที่เรียนว่า รัฐบาลนี้ไม่เหมือนกับรัฐบาลคสช. เพราะตอนนั้นไม่มีส.ส. เราไม่มีคนพูดแทนนายกฯ ในฐานะส.ส. ทุกอย่างตรงมที่นายกฯ ซึ่งนายกฯ ก็ตอบหมด แต่วันนี้เรื่องส่วนใหญ่ที่โจมตีนายกฯ มาจากส.ส.บ้าง ผู้ที่อยู่นอกสภาฯบ้าง โดยในระดับของพรรค จะมีส.ส. ตอบโต้ให้เพราะพรรคมีการทีมการเมืองพรรคอยู่แล้ว -นายกฯ โดนโจมตีเรื่องการทำสัญลักษณ์มินิฮาร์ทในวันที่เดินทางไปจ.นครราชสีมา วันนั้นอาจารย์อยู่ด้วย ขอชี้แจงว่าตอนที่เราจะไป ยังไม่ทราบว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหรือไม่ ซึ่งพอเครื่องขึ้นไปสักพัก เขาก็รายงานมาว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ซึ่งนายกฯ ก็โล่งใจ แต่ที่กังวลตอนนั้นคือว่ามีความสูญเสียอย่างไรบ้าง จึงมีการเปลี่ยนแผนไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลทั้ง 3 โรงพยาบาล ซึ่งนายกฯ ก็ได้ย้ำกับทีมแพทย์ว่า ช่วยประชาชนให้เต็มที่ ซึ่งเมื่อนายกฯ ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลมหาราชซึ่งเป็นโรงพยาบาลสุดท้ายที่นายกฯไป ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ได้ให้นายกฯ เป็นผู้แถลงปิดภารกิจ ซึ่งขณะนั้นก็มีประชาชนจำนวนเดินทางมาพบนายกฯ ซึ่งเมื่อนายกฯ แถลงเสร็จและเดินกลับออกมา ประชาชนที่มารอต้อนรับก็ส่งเสียงเชียร์นายกฯ ซึ่งนายกฯ ก็ไปโบกมือ ด้วยรีแอคที่ตอบโต้ไปตามธรรมชาติกับสถานการณ์ขณะนั้น ซึ่งบางคนเห็นแต่ภาพนิ่ง ไม่ได้เห็นสถานการณ์ทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับที่มีใครมาบอกว่า นายกฯ ไม่เสียใจ ใครจะไม่เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในขณะที่เราเป็นผู้นำ แต่บรรยากาศในขณะนั้นประชาชนต้องการกำลังใจ ก็ต้องขอความเป็นธรรมให้กับนายกฯ บ้าง หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า เมื่อเหตุการณ์จบนายกฯ สั่งการและกำชับทันทีถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งในส่วนของข้าราชการและพลเรือน การรักษาพยายามผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่ให้ญาติต้องกังวลในเรื่องค่ารักษาพยาบาล รัฐบาลต้องหาช่องทางดูแล หลายคนไม่ได้สัมผัสตรงนั้น แต่เรื่องที่เป็นประเด็นไม่ใช่สาระสำคัญอะไร โดนจุดนี้จุดเดียวทำลายทุกอย่าง - เคยให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าเข้ามาทำงานในส่วนนี้จะหล่อหลอมทุกอย่างเพื่อลดความขัดแย้ง ตอนนี้เราทำได้แล้วหรือไม่ ต้องบอกว่ายัง เพราะเข้าใจว่าสังคมยังต้องการความขัดแย้ง ยังมีการเรียกร้องให้มีการตอบโต้อย่างรุนแรง ซึ่งอาจารย์ไม่เห็นประโยชน์ ตัวนายกฯ เองก็ไม่เห็นประโยชน์ของการสร้างวาทกรรรมที่ตอบโต้กัน คำพูดที่เจ็บๆ เพื่อให้เป็นข่าว นายกฯ บอกว่าไม่เห็นว่ามีประโยชน์อะไร แล้วก็กลับไปในวังวนของความขัดแย้ง อย่างวันก่อนนายกฯ ก็บอกกับอาจารย์ช่วงนี้ไม่ต้องไปตอบโต้อะไร