"นักวิชาการ" ชู "หลักนิติเศรษฐศาสตร์" เครื่องมือป้องกัน ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น
การป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น มีเครื่องมือสำคัญหนึ่งในการประเมินและวัดประสิทธิภาพ นั่นคือ หลัก นิติเศรษฐศาสตร์ ที่นักวิชาการนำมาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้กระทำความผิด และเพื่อวัดประสิทธิภาพของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ผศ.ดร.พัชรวรรณ นุชประยูร ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ บรรยายในหัวข้อ “นิติศาสตร์กับการป้องกันการทุจริต” ให้ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร”นักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง” หรือ นยปส.รุ่นที่ 13 รับฟัง โดยกล่าวถึงแนวคิดนิติเศรษฐศาสตร์ ว่า จะช่วยวิเคราะห์และทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้กระทำความผิดและนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เพื่อให้มาตราการทางกฎหมายเกิดประสิทธิภาพและสามารถลดปัญหาการกระทำความผิด ส่งผลต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จึงเป็นการนำสององค์ความรู้มาประเมินประสิทธิภาพของกฎหมายและเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ได้แก่ ความยุติธรรมของสังคม ,ความยุติธรรมของกลุ่มคน เช่นการรวมกลุ่มเรียกร้องการเพิ่มค่าแรงงาน,และความยุติธรรมของปัจเจกชน ที่เกิดจากความรู้สึกถึงความยุติธรรมที่เกิดกับตนเองเป็นหลัก
การวิเคราะห์กฎหมายใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีเรื่องการจำกัดของทรัพยากร ต้นทุน การเสียโอกาส ซึ่งต้องมีความสมดุลในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของรัฐ ดังนั้นบางเรื่องอาจถูกกฎหมาย แต่ขัดหรือผิดต่อจริยธรรมเพื่อเป็นการบ่งบอกถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมายจึงใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ โดยคำนึงถึงประโยชน์และประสิทธิภาพทางสังคมและบทลงโทษที่เหมาะสม ซึ่งการลงโทษที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คือ ค่าปรับที่เหมาะสม โทษจำคุกที่เหมาะสม เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติและป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ
ขณะที่นายประยงค์ ปรียาจิตต์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ บรรยายเรื่อง “แนวโน้มการทุจริตในอนาคต” โดยกล่าวว่า ปัญหาการทุจริตเกิดจากคน ที่ทำไม่เป็นและทำไม่ถูก รัฐจึงต้องการ “คนดี คนเก่ง และคนกล้า” ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง เที่ยงธรรม มาบริหารเงินและคุณธรรม นั่นคือ จริยธรรม จรรยา วินัย ซึ่งเป็นมาตราฐานการประพฤติ ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นได้จากหัวหน้าส่วนราชการและผู้บังคับบัญชา ที่ต้องเสริมสร้างและพัฒนาให้ข้าราชการมีวินัย ป้องกันการกระทำผิดวินับข้าราชการ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย และหากพบการกระทำความความผิด จะต้องไม่ปล่อยปละละเลยที่จะลงโทษคนผิด
การแก้ปัญหาคือแก้ที่โครงสร้างภาครัฐที่อ่อนแอ มีนักการเมืองเข้ามาแทรกแซงจนส่งผลต่อCPI ของประเทศ ที่ประเมินการคอร์รัปชั่นผ่านการทำธุรกรรมต่างประเทศ
สำหรับสถานการณ์และแนวโน้มปัญหาในการพัฒนาประเทศ คือ ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์, เกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด,การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การรวมกลุ่มภายในภูมิภาค การเปิดเสรีด้านต่างๆ ,การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ,และที่สำคัญขณะนี้คือ สถานการณ์โควิด และสงครามยูเครนกับรัสเซีย แนวโน้มการทุจริตจะมีสูงขึ้น ผลกระทบต่อประเทศมีมากขึ้น ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน โดยเฉพาะการบังคับใช้มาตราฐานทางจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ
การวิเคราะห์กฎหมายใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีเรื่องการจำกัดของทรัพยากร ต้นทุน การเสียโอกาส ซึ่งต้องมีความสมดุลในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของรัฐ ดังนั้นบางเรื่องอาจถูกกฎหมาย แต่ขัดหรือผิดต่อจริยธรรมเพื่อเป็นการบ่งบอกถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมายจึงใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ โดยคำนึงถึงประโยชน์และประสิทธิภาพทางสังคมและบทลงโทษที่เหมาะสม ซึ่งการลงโทษที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คือ ค่าปรับที่เหมาะสม โทษจำคุกที่เหมาะสม เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติและป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ