เปิดมุมมอง “มาร์ค” การเมืองพลิกขั้ว บิ๊กตู่บนเส้นทางวิบาก
หมายเหตุ : การเมืองไทยโหมโรงเข้มข้น มาตั้งแต่ปลายปี 2565 และถูกจับตามาโดยตลอดว่าในปีนี้ 2566 ทุกแนวรบ ทุกฟากฝ่ายการเมือง จะเปิดหน้า เปิดตัว เพื่อเตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง กันเต็มพิกัด
“สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ฉบับต้อนรับปีใหม่ 2566 มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์เจาะลึกถึงสถานการณ์การเมืองในปีแห่งการเลือกตั้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีความชัดเจนจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ออกมาประกาศถึงอนาคตทางการเมือง จะส่งผลอย่างไร หรือไม่
- อยากให้มองการเมืองไทยในปีนี้ 2566 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จะถือว่าเป็นปีแห่งการเลือกตั้ง
ปี 2566 ปีนี้อย่างไรก็ตามจุดศูนย์รวมความสนใจก็คงจะต้องอยู่ที่การเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นเดือนพฤษภาคมโดยประมาณ ผมว่าการคาดการณ์หลายคนคงมองเห็นว่า พรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นพรรคใหญ่ที่สุดและมีจำนวนส.ส. เพิ่มขึ้นและน่าจะมีส.ส. มากกว่าพรรคอันดับ 2 อยู่พอสมควรทีเดียว
ปัญหามีอยู่เพียงแค่ว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ เพราะเรายังมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 272 ที่ใช้บังคับอยู่ และตัวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ก็ชัดเจนแล้วว่ายังอาสาตัวในการที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะเปลี่ยนพรรคที่สนับสนุน
ฉะนั้นผมว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นคำตอบเบื้องต้นก่อนว่าจะมีโอกาสการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหนแต่ตามลำพังผลของการเลือกตั้งยังต้องไปคำนึงถึงการเจรจาต่อรองต่างๆที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งด้วย
- การที่พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวชัดเจนที่จะไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ตรงนี้จะนำไปสู่ความได้เปรียบเสียเปรียบ หรือมีจุดที่ต้องจับตาตามมาหรือไม่ อย่างไร
ผมมองว่าการเปลี่ยนพรรคที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จริงๆแล้วน่าจะทำให้กำลังที่จะมาสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ อ่อนแอลง เพราะผมไม่ได้คาดว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะสามารถดึงคนที่เคยอยู่ฝั่งของฝ่ายค้านได้ มากที่สุดก็คือการดึงคนจากพรรครัฐบาลด้วยกันเอง โดยเฉพาะจากพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชารัฐ
แต่การออกไปของพล.อ.ประยุทธ์ จากพรรคพลังประชารัฐ ก็จะทำให้ หนึ่งมีคนของพรรคพลังประชารัฐออกไปอยู่ในฝั่งของพรรคฝ่ายค้านจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็เข้าใจว่ามีบางท่านก็แสดงตัวแล้ว ประการที่สองคือพรรคพลังประชารัฐ น่าจะเริ่มถูกมองว่าสามารถที่จะเป็นตัวแปรในการย้ายขั้วได้ด้วย
เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องบอกตรงๆว่าเราไม่ทราบว่าลึกๆความจำเป็น ในการที่จะต้องแยกทางคืออะไร แต่ถ้ามองจากการวิเคราะห์ในทางการเมือง ก็จะทำให้กำลังของการสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ อ่อนแอลง และที่สำคัญจะทำให้มีโอกาสสูงว่าในบรรดาพรรครัฐบาลในปัจจุบัน พรรคของพล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ใช่พรรคที่ใหญ่ที่สุดด้วย
- อาจหมายความว่า การกลับมาเป็นนายกฯของพล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งหน้า จะเป็นเรื่องยากลำบาก หากพรรคที่สนับสนุน ไม่สามารถได้ส.ส.เข้าสภาฯ 25 คน ถึงจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯได้
อย่างที่บอกว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้กำลังสนับสนุนมันอ่อนแอลง และจะมีอุปสรรคมากขึ้นประการที่หนึ่ง ก็อย่างที่หลายคนได้ชี้ไปแล้วว่าตัวพรรคการเมืองเองต้องได้ส.ส.เกิน 25 ที่นั่ง ประการที่ 2 เสียงที่เคยเป็นรัฐบาลจะเกินครึ่งหรือไม่ ประการที่ 3 ต่อให้เสียงของพรรครัฐบาลใกล้เคียงเหลือเกินครึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่น่าจะเป็นผู้สมัครนายกฯของพรรคที่ใหญ่ที่สุดในซีกนี้
เพราะฉะนั้นจะเป็นอุปสรรคมากขึ้น ถ้าจะบอกว่าพล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องไปอาศัยสมาชิกวุฒิสภา 250 คนก็ยิ่งจะเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งต่อไปในอนาคตอีก
- ที่ว่าจะเป็นการขยายความขัดแย้งต่อไปในอนาคต อยากให้ขยายความในจุดนี้
คือแน่นอนที่สุด ถามว่าในบทบัญญัติต่างๆของรัฐธรรมนูญ มาตรานี้คือมาตราที่ทำให้ทั่วโลก มองว่าเราไม่เป็นประชาธิปไตย และในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าบทบัญญัติตัวนี้จะช่วยให้การจัดตั้งรัฐบาลและการสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯในเกิดขึ้นได้ แต่ทางฝ่ายที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังอ้างได้ว่า หนึ่งเขามีเสียงเกิน 250 เสียงในสภาฯ ณ วันที่มีการเลือกนายกฯ กับสอง พรรคพลังประชารัฐเองก็ได้เสียงจากประชาชนมามากที่สุด แม้จะไม่ได้มีที่นั่งมากที่สุด
แต่ถ้าเป็นวิเคราะห์ไปตามที่ได้กล่าวเอาไว้ข้างต้น เงื่อนไข2อย่างนี้ก็อาจจะไม่อยู่แล้วในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ถ้าหากจะพยายามใช้ 250 เสียงของส.ว.มาเป็นตัวต่อรอง เพื่อให้เลือกนายกฯคือพล.อ.ประยุทธ์ ก่อน แล้วพยายามไปรวบรวมเสียงในภายหลัง ผมคิดว่าจุดนี้จะเป็นปมของความขัดแย้งอย่างแน่นอนในสังคม
- เราจะได้มีโอกาสเห็นการเมืองมีการพลิกขั้วหรือไม่ โอกาสที่พรรคพลังประชารัฐ มาจับมือกับพรรคเพื่อไทย จะเกิดขึ้นหรือไม่
ผมคิดว่ามีโอกาสพลิกขั้ว เพราะว่าผมดูอาการในขณะนี้พรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐมีโอกาสที่จะทำงานด้วยกันได้ และพรรคเพื่อไทยเองก็อาจจะต้องการว่าถ้าสามารถดึงพรรคพลังประชารัฐมาได้ส่วนหนึ่งก็จะเป็นการไปทอนกำลังในส่วนของส.ว.ด้วย
-ถ้าเช่นนั้นทั้งเงื่อนไขและความยากลำบากของพล.อ.ประยุทธ์ เองที่จะกลับมา พรรคภูมิใจไทยจะเป็นตัวช่วยร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้กับพล.อ.ประยุทธ์ ได้หรือไม่
สำหรับพรรคภูมิใจไทยถ้าสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ซึ่งเขาก็เล็งๆอยู่ว่าจะได้ส.ส.ไปถึง 100 ที่นั่ง เลยซึ่งอาจจะไม่ถึง แต่แม้ไม่ถึง ก็ยังน่าจะเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาพรรครัฐบาลในปัจจุบัน คือถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ต้องบอกว่าอำนาจต่อรองพรรคภูมิใจไทยสูงมาก เพราะอาจจะทำให้อยู่ในสถานะที่ว่าทั้งสองฝ่ายถ้าไม่มีพรรคภูมิใจไทยก็จัดตั้งรัฐบาลได้ยาก หรือจัดตั้งไม่ได้
- ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เราจะได้เห็นปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เคยเกิดในสนามเลือกตั้งกทม. หรือไม่ ที่เทเสียงให้กับคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จนชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาล
จริงๆกรณีของคุณชัชชาติไม่ได้เสียงจากคนที่ต่อต้านรัฐบาลเท่านั้น แต่ชัยชนะที่เด็ดขาดเพราะว่าคุณชัชชาติสามารถได้คะแนนจากคนที่สนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลด้วย เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าคะแนนเสียงของคุณชัชชาติ จะกินเข้าไปในคะแนนเสียงพรรคการเมืองต่างๆถ้าไปดูคะแนนการเลือกส.ก. จะเห็นชัดเจน
ซึ่งเงื่อนไขนี้คงไม่ได้เกิดกับพรรคเพื่อไทย หรือพรรคก้าวไกลว่าจะมีคนสนับสนุนรัฐบาลไปเลือกพรรคเหล่านี้ เพียงแต่ว่าถ้าเราดูจากผลสำรวจความนิยม เราดูจากผลการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าจำนวนคนที่ไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เพิ่มมากขึ้น ในแง่ของสัดส่วนเพราะฉะนั้นก็จะไปเติมคะแนนให้กับบรรดาพรรคฝ่ายค้านทั้งหลาย
เพียงแต่ว่าโจทย์ก็คือว่าเพื่อไทยจะเพียงพอไหม ที่จะทำให้มีความเด็ดขาดพอ จนมั่นใจในการจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่พรรคก้าวไกลเสียเปรียบ ตรงที่การเปลี่ยนแปลงของระบบเลือกตั้งทำให้ ก้าวไกลน่าจะได้ที่นั่งส.ส.น้อยลง แม้ว่าคะแนนเสียงจะเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
- โจทย์ข้อยากของพรรคเพื่อไทย วันนี้คืออะไร เนื่องจากยังไม่มีการประกาศแคนดิเดตนายกฯ
ผมไม่ได้มองว่าเป็นปัญหานะ ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยฐานเดิมแน่น และคนที่แม้เดิมไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทย แต่ผิดหวังกับรัฐบาลก็มีแนวโน้มเลือกพรรคเพื่อไทยเยอะอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้มีข้อติดขัดอะไรเพียงแต่ว่าจะได้เสียงเด็ดขาดมากพอที่จะทำให้มั่นใจว่าจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ภายใต้กติกาซึ่งยังมีเรื่องของส.ว.อยู่ อันนั้นคือปัญหา
และที่ต้องเรียนด้วย ก็คือว่าดูเหมือนพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ก้าวพ้นโจทย์ที่คนมองว่าต้องการที่จะมาเพื่อพาคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับบ้าน ซึ่งจะทำให้หลายคนวิตกกังวลในเรื่องของเสถียรภาพของบ้านเมืองต่อไป
-นี่คือจุดอ่อนของพรรคเพื่อไทย ประเด็นเรื่องพาคุณทักษิณ กลับบ้าน
จะบอกว่าจุดอ่อนก็ไม่ได้ เพราะว่าคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็มีเยอะมากที่ต้องการให้คุณทักษิณกลับบ้าน ดังนั้นมันไม่ใช่จุดแข็งหรือจุดอ่อน แต่มันเป็นเงื่อนไขที่ทำให้มันยังมีแรงต่อต้านมีแรงเสียดทานอยู่ และส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การทำงานกับพรรคก้าวไกลมีปัญหามากขึ้น
- การเมืองแบบไหน ที่น่าจะตอบโจทย์ต่อการพัฒนาประเทศได้ หลังการเลือกตั้ง รวมถึงตอบโจทย์ต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป
สิ่งที่ผมวิตกกังวล เนื่องจากเมื่อดูแนวโน้มแล้ว การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง พบว่ามีการถกเถียงในประเด็นที่จะมาตอบโจทย์ประเทศค่อนข้างน้อย ก็ยังติดกับดักของการแบ่งขั้ว เป็นหลัก ติดกับดักของประเด็นที่เป็นวาระเฉพาะของแต่ละพรรคเป็นหลัก และจากการที่ติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆก็ยังน่ากลัวในเรื่องอิทธิพลของทุนของเงินที่เข้ามาครอบงำการเมืองเป็นหลัก
ตรงนี้ที่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่ากังวลที่สุดในมุมมองของประเทศ เพราะว่าเราอยู่ในสถานะที่จำเป็นจะต้องมีการปรับโครงสร้างหลายเรื่องอย่างรวดเร็ว เราสูญเสียขีดความสามารถการแข่งขันไปเยอะมาก เราเป็นประเทศสุดท้ายในอาเซียนที่สามารถกลับมาอยู่ในระดับรายได้ ก่อนเกิดโควิด เรามีปัญหาเรื่องโครงสร้างประชากรที่อายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำซึ่งขณะนี้ทุกคนก็เรียกหาระบบสวัสดิการ แต่เรายังเก็บภาษีได้แค่ร้อยละ 13 ของรายได้ประชาชาติอยู่
เพราะฉะนั้นโจทย์พวกนี้คือเรื่องสำคัญ แต่ที่กังวลก็คือการหาเสียงน่าจะยังวนเวียนอยู่กับ 1. เรื่องการแบ่งขั้ว 2 .วนเวียนอยู่กับเรื่องของปัญหาการใช้เงินกันทางการเมืองและ 3. ถ้าไปพูดถึงนโยบายก็ยังเป็นลักษณะของประชานิยมมากกว่าที่จะพูดถึงโครงสร้างจริงๆ
- เราก็ยังไม่สามารถที่จะฝากความหวังไว้หลังการเลือกตั้ง
อย่าไปพูดว่าเราไม่สามารถไปฝากความหวัง ผมก็อยากจะให้สังคมไทย และคนที่มองเห็นปัญหาเหล่านี้จะทำอย่างไรที่ช่วยกันกระตุ้นให้พรรคการเมืองต่างๆต้องตอบโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของประเทศในการเลือกตั้งครั้งนี้
แม้ว่าจะมีปัจจัยอื่นๆที่ผมได้กล่าวไปแล้วก็ตาม แต่ว่าผมก็อยากให้คนที่คิดถึงเรื่องอย่างนี้สามารถรวบรวมข้อมูล ประเด็นเพื่ออย่างน้อยที่สุดในระหว่างการเลือกตั้ง บังคับให้พรรคการเมืองต่างๆต้องตอบคำถามในเรื่องเหล่านี้ แล้วผูกมัดพรรคการเมืองต่างๆถ้าเขาได้เข้าไปเป็นรัฐบาลในการที่จะต้องเดินหรือทำเรื่องเหล่านี้ไม่มากก็น้อย
-หมายความว่าภาคประชาชนเอง ต้องเข้มแข็งด้วย
ถูกต้อง ทั้งประชาชนและสื่อมวลชนก็จะมีบทบาทสำคัญ ที่จะมีส่วนให้พรรคการเมืองต่างๆต้องมาตอบโจทย์ที่เป็นปัญหาจริงๆของประเทศมากน้อยแค่ไหน
- สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะเรื่องสมาชิกพรรคลาออก เป็นห่วง และมองเรื่องนี้อย่างไร
ก็เป็นห่วงเป็นธรรมดา เพราะเราก็รู้จักหลายๆคนที่ออกจากพรรคไป ก็เป็นคนที่ทำงานอยู่กับพรรคมาเป็นเวลายาวนาน แต่ว่าผู้บริหารพรรคก็มีหน้าที่และยังมีความชัดเจนในแนวทางที่จะทำงานอยู่ ก็ต้องให้เขาได้พิสูจน์แนวทางของการทำงานในการเลือกตั้งต่อไป
- จุดแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะทำให้ได้ส.ส.เกินกว่า 50 กว่าที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า คืออะไร
ผมเข้าใจว่าทางผู้บริหารพรรคพยายามจะเน้นประเด็นเรื่องของการทำงานในรัฐบาล และการผลักดันนโยบายซึ่งเป็นแนวทางที่ผมฟังอยู่ แต่ผมเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำงานของพรรค ผมสังเกตการณ์จากภายนอก พบว่าพรรคก็จะพยายามชูผลงานและก็สิ่งที่ทำในขณะที่ได้ร่วมรัฐบาล
- อยากฝากอะไรถึงประชาชนที่จะเป็นโหวตเตอร์ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
อยากจะฝากว่าการเลือกตั้งในวิถีทางประชาธิปไตยคือการให้โอกาสพวกเราทุกคนเป็นเจ้าของประเทศและชี้อนาคตของประเทศ ดังนั้นอย่าเอาสิทธิอำนาจตัวนี้ไปแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์เฉพาะหน้าแล้วช่วยกันมีบทบาทในการทำให้พรรคการเมืองต่างๆทุกพรรคจะต้องมาตอบโจทย์ของชีวิตของคนไทย ของพวกเราทุกคน