จับตาทางวิบาก “เกมแก้รธน.60” เมื่อ “โควิด” หยุดทุกอย่าง !
ทิ้งทวนความวุ่นวายทางการเมืองกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว 2563 จากนั้นลากยาวข้ามปี จนมาถึงวันนี้ 2564 ทว่าเกมแก้รัฐธรรมนูญ ยังถือเป็นหนึ่งใน “วาระสำคัญ” สำหรับทุกฝ่าย ที่คาดหวังว่าจะได้มีรัฐธรรมนูญที่สามารถ “ตอบโจทย์”ให้กับฝ่ายตัวเอง มากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายค้าน , ม็อบราษฎร 2563 หรือแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลเอง
ความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มเห็นเค้ารางมาแล้ว เมื่อการประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ผ่านการลงมติวาระแรกแล้ว และตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ... และยังผ่านร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ..ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. จำนวน 49 คน โดยมี “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” สมาชิกวุฒิสภา นั่งหัวหาด ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
ทุกอย่างราบรื่น ไม่มีปัญหา จนดูเหมือนว่า รัฐบาลจริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่หากมองลึกลงไปแล้ว กลับจะเห็นว่ารัฐบาลพยายามทุกวิถีทางที่จะดึงเกมไว้ให้นานที่สุด !!
เริ่มจากการพิจารณาการแก้ไขญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ฝ่ายค้าน ทั้ง 6 ญัตติ แยกแยะแต่ละร่าง 1. พรรคร่วมฝ่ายค้าน แก้ ม.256 เลือกตั้ง ส.ส.ร. 2. พรรคร่วมรัฐบาล แก้ ม.256 เลือกตั้งและแต่งตั้ง ส.ส.ร. 3. พรรคเพื่อไทย แก้ ม.270, 271 ตัดอำนาจ ส.ว. 4. พรรคเพื่อไทย แก้ ม.272 ตัดอำนาจ ส.ว.โหวตนายกฯ แก้ม.159 ปิดสวิตช์นายกฯ คนนอก 5. พรรคเพื่อไทย แก้ ม.279 ยกเลิกคำสั่ง คสช. 6. พรรคเพื่อไทย แก้ ม.91 92 93 94 101 และ 105-ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 23-24 กันยายน 2563 ตอนนั้นมีม็อบเยาวชนปลดแอกมาชุมนุมกดดันด้านหน้ารัฐสภา
และจะมีการลงมติวาระแรกกันอยู่แล้ว แต่ปรากฎว่า วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กลับเสนอให้ตั้งกรรมาธิการ 3 ฝ่าย ศึกษาญัตติแก้รัฐธรรมนูญ ใช้เวลา 1 เดือน โดยอ้างเหตุผล ว่ารอร่างฉบับประชาชน หรือไอลอว์ด้วย และสุดท้ายพรรคร่วมฝ่ายค้านก็ไม่สังฆกรรมด้วย
เกมยื้อยังไม่จบ เมื่อไพบูลย์ จากพรรคพลังประชารัฐ จับมือกับ “สมชาย แสวงการ” สมาชิกวุฒิสภา ล่ารายชื่อสมาชิกรัฐสภา ทั้งส.ส.และส.ว.รวม 73 คน จากนั้นยื่นให้ประธานรัฐสภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) ว่าสามารถจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งกังวลว่ารัฐสภาอาจไม่มีอำนาจ ทั้งคู่ปฎิเสธเสียงแข็ง ว่าไม่มีเจตนาเตะถ่วงกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ แค่ต้องการความชัดเจนในข้อกฎหมาย
ขณะเดียวกันแรงกดดัน ที่มาจากนอกสภาฯ ก็ไม่ยอมลดรา เมื่อ “ม็อบราษฎร 2563” ซึ่งมีแกนนำเป็นเยาวชน ได้เคลื่อนไหว ทั้งติดตามและจี้ให้รัฐสภา ต้องรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์ จนหลายฝ่าย หวั่นจะเกิดเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย ต่อมา ฝ่ายรัฐบาล ทนเสียงเรียกของกลุ่มผู้ชุมนุม และต้องการลดความขัดแย้งลง จึงนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ร่างรวมทั้งฉบับไอลอว์ ต้องการให้แก้ ม.256 ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ไปเมื่อวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2563 และมีการลงมติวาระ 1 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 ผ่านเพียง 2 ญัตติคือร่างของรัฐบาล และร่างของฝ่ายค้าน และตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช.. (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1) จำนวน 49 คน ภายใน 120 วัน ต่อมาในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาผ่านร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.. ตั้ง สุรชัย สมาชิกวุฒิสภานั่งเป็นประธาน ซึ่งเป็นขั้นตอนในการปูทางไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะราบรื่นไปได้ด้วยดีหรือไม่ ส่วนประเด็นการส่งศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ของไพบูลย์ และสมชาย ก็ยังค้างอยู่ในสภา
แต่ยังมีสิ่งที่น่าคิดต่อ เมื่ออดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต มองว่าเมื่อยังมีความเห็นต่างข้อกฎหมายควรส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความปมแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ตั้ง ส.ส.ร.ยกรัฐธรรมนูญปี 2560 ระบุไว้ขัด ไม่ให้ร่างใหม่ทั้งฉบับ ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตราได้
เพราะฉะนั้นเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่ง ว่าเมื่อท้ายที่สุดแล้ว มีแก้ไขแล้ว สูญเสียเงินงบประมาณทำประชามติไปแล้ว อาจจะมีใครยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในวินาทีสุดท้ายก็เป็นไปได้ !
หากพิเคราะห์ให้ดีรัฐธรรมนูญปี 2560 ทำให้พรรคเล็กพรรคน้อยได้รับประโยชน์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะพรรคน้องใหม่อย่างพรรคก้าวไกล ทำให้คนทั้งประเทศอึ้งกันมาแล้ว แต่พรรคขนาดใหญ่อาจจะเสียเปรียบบ้าง โดยเฉพาะการคิดคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะหายไปหลายสิบคนเลยทีเดียว
ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนหนี่งมีการแบ่งเขตเลือกตั้งกันใหม่เกือบทุกเขต ทำให้ส.ส.ที่ครองพื้นที่ติดต่อกันหลายสมัยหายไปหลายพันคะแนน จึงน่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ทั้งรูปแบบการเลือกตั้ง การแบ่งเขต บัตรเลือกตั้งใบเดียว หรือสองใบ เชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลคงวางแผนไว้แล้ว ไม่เช่นนั้นอาจเพลี่ยงพล้ำเสียท่าให้กับพรรคฝ่ายค้านก็อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
หากนับกระบวนการทำประชามติ 60-90 วัน ก็จะตรงกับเมษายน 2564 เมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการประชามติเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เดือนมิถุนายน 2564 ภายใน 120-130 วัน ตามร่างของรัฐบาล มาจากเลือกตั้งจากประชาชน 150 คน รัฐสภาเลือก 20 คน ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย 20 คน นักเรียน นิสิต นักศึกษาเลือกมา 10 คน รวม 200 คน เดือนตุลาคม 2564 จะเห็นหน้า เห็นตา ส.ส.ร. จะทำการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีก 8 เดือนตรงกับมิถุนายน 2565 เมื่อ ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วส่งรัฐสภา กับ กกต.ส่งไปทำประชามติ ประมาณเดือนกรกฎาคม ตามกรอบ 60 วัน กันยายน 2565 หากรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านประชามติ ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการทูลเกล้าฯ อยู่ในพระราชอำนาจ 90 วัน
ด้าน รศ.ดร. ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์กับ “สยามรัฐ” ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้ เพราะตอนนี้การพิจารณาเข้าสู่วาระ 2 แล้ว และต้องเข้าสู่ในวาระ 3 แต่รัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นจะไม่ตอบสนองอะไรกับประชาชน แต่เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 “พลัส” คือการนำรัฐธรรมนูญ 2560 มาบวกเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง เช่น ระบบพรรคการเมือง หรือระบบไพรมารีโหวต คงจะได้รับการแก้ไข
แต่ในแง่ของพี่น้องประชาชนโอกาสตอบสนองมีน้อย เพราะบรรยากาศการมีส่วนร่วม หรือประชาธิปไตยยังไม่ได้เกิดขึ้น เราคงจะได้เห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญคล้ายๆปี 2550 ท้ายที่สุดก็เรื่องพรรคการเมือง และการเมืองเพียงเล็กน้อย อย่างเรื่องบัญชีรายชื่อเท่านั้นเอง ครั้งนี้ก็จะเป็นอย่างนั้นอีก เพราะการมีส่วนร่วมไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง แต่เรื่องส.ส.ร.แตกต่างกันเรื่องจำนวน แต่กระบวนการในการเลือกสำคัญมาก ว่าจะทำให้รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนหรือไม่
ส่วนที่มีส.ส.และส.ว.จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญสะดุดหรือไม่ เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ได้แก้ทั้งฉบับ แต่จะเหมือนกับแก้รัฐธรรมนูญเมื่อปี 2534 นำมาสู่การแก้รัฐธรรมนูญปี 2539 ตอนนี้ก็ไม่ได้แก้ทั้งฉบับ แต่เป็นวิธีการแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังนั้นการตีความว่าแก้ทั้งฉบับเป็นการตีความของศรีธนญชัย ตรงนี้คงไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แต่เชื่อว่าจะมีคนจำนวนหนึ่งไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อผ่าน 3 วาระก็มีโอกาสไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมาตรา 256 เปิดช่องไว้ว่าก่อนที่จะนำร่างรัฐธรรมนูญทูลเกล้าฯสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ หรือผ่าน 3 วาระ ผ่านประชามติก็สามารถไปยื่นได้
แต่จุดที่น่าสนใจคือในการพิจารณาวาระ 3 นอกจากจะมีส.ส.ฝ่ายค้าน และส.ว.แล้วยังต้องมีพรรคที่ไม่มีส.ส.เป็นรัฐมนตรีอีกจำนวนหนึ่งด้วย พรรคอื่นที่มี 1 ที่นั่ง 3 ที่นั่ง ต้องนำมารวม และต้องคำนวณให้ได้ไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นจุดที่อาจจะเกิดกระบวนการต่อรองขึ้นมาในการโหวตวาระ 3 ด้วย ซึ่งคนอาจจะเข้าใจว่าโหวตเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน 20 เปอร์เซ็นต์
ขณะที่นายสุรชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ..ออกมาตอกย้ำอีกรอบว่า การร่างรัฐธรรมนูญกระบวนการต้องถูกต้องตามกฎหมาย และเนื้อหาถูกต้อง เพราะมีสมาชิกรัฐสภายังเห็นต่างกันในข้อกฎหมายว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้สมาชิกรัฐสภามีอำนาจหรือไม่ เมื่อความเห็นต่างกันควรส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจวินิจฉัยให้เสร็จสิ้น
นี่อาจจะเป็นจุดบอดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็เป็นได้ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาประท้วงกันก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจุดยืนเริ่มเปลี่ยน เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์ “ล่ม”ขึ้นได้
ข้อกังวล การเล่นเกมยื้อ ต่าง ๆยังไม่จบอาจจะมีเกิดขึ้นระหว่างทางได้ทุกเมื่อ ยิ่งมาเจอ กับส.ส.พรรคก้าวไกล ทำอะไรต้องการดึงเกมภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพื่อต่อกระแสไปถึงภายนอกสภาให้รับรู้ตลอดเวลาว่า “เราไม่ทิ้งกัน” หวังดึงมวลชนกระพือเพิ่มขึ้น อย่างนี้ย่อมตกเป็นเกมรองให้ฝ่ายรัฐบาลเดินเกมยื้อได้โอกาสเกิดขึ้นแน่ เพราะถ้าดูไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะใช้เวลา 2-3 ปี หมดเทอมรัฐบาลชุดนี้พอดีก็เป็นไปได้
ยิ่งล่าสุด เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เข้าโจมตีประเทศไทย ระลอกใหม่ จนส่งผลกระทบให้ทุกกิจกรรม ต้องหยุดชะงัก ไปโดยปริยาย
นั่นหมายความว่า ไม่เว้นแม้แต่การประชุมสภาฯ การประชุมวุฒิสภา รวมทั้งการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องถูกยืดออกไป จากพิษโควิด โดยที่รัฐบาล ไม่ต้องออกแรง แต่อย่างใด เพราะนี่คือเหตุสุดวิสัย เมื่อทุกฝ่าย ทุกกิจกรรมต้องยึด “มาตรการสาธารณสุข” อย่างเคร่งครัด เหนือ “เกมการเมือง” !