"เจ้าพระยา" มองข้ามช็อตจับขั้วรัฐบาลหลังเลือกตั้ง "ติดล็อก" สูง ถ้าพรรคการเมืองไม่ตระบัดสัตย์

การเมือง4 พ.ค. 2566 • 13:14 น.
"เจ้าพระยา" มองข้ามช็อตจับขั้วรัฐบาลหลังเลือกตั้ง "ติดล็อก" สูง ถ้าพรรคการเมืองไม่ตระบัดสัตย์

สยามรัฐ ยึดมั่นอุดมการณ์ปกป้องเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสน์กษัตริย์ ยืนหยัดรับใช้สังคมด้วยจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ
         

มองการเมืองข้ามช็อตไปที่สถานการณ์หลังเลือกตั้งต้องบอกว่าค่อนข้างน่าเป็นห่วง มีโอกาสที่การตั้งรัฐบาลใหม่จะติดล็อกสูง หากทุกพรรคไม่พลิกลิ้น แกล้งลืมคำพูดที่ตัวเองเคยให้สัตย์ไว้
         

ไล่ตั้งแต่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลประกาศชัดในระหว่างปราศรัยหาเสียงที่สามย่านมิตรทาวน์ว่า พรรคก้าวไกลคือการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อถือได้ ตรงปก เลือกแบบไหนได้แบบนั้นแน่นอน คือมี ลุงไม่มีเรา-มีเราไม่มีลุง
         

แน่นอนว่าลุงในที่นี้ก็คือ "ลุงป้อม" พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่หมายถึงพรรคพลังประชารัฐ และ "ลุงตู่" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งแกนนำพรรคก้าวไกล รวมถึงผู้ช่วยหาเสียงคนสำคัญอย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตอกย้ำจุดยืนหลายครั้งหลายคราว่าจะไม่มีทางจับมือกับพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติในการจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งอย่างแน่นอน
         

ด้านพรรคเพื่อไทยที่ก่อนหน้านี้ออกอาการแทงกั๊กมาตลอดถึงการร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ จนกลายเป็นประเด็นบั่นทอนเสียงสนับสนุนจากกลุ่มมวลชนเสรีนิยม สวนทางกับเสียงเชียร์พรรคก้าวไกลที่ดังขึ้นเรื่อยๆ กระทั่ง นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรคเพื่อไทยต้องออกมายืนยันบนเวทีปราศรัยที่จังหวัดเลยว่า มีคำถามตลอดว่าพรรคเพื่อไทยจะไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่ พี่น้องอยากให้ไปร่วมหรือไม่ พอแล้ว 8 ปีที่ผ่านมา ยืนยันชัดเจนว่าไม่จับมือกับสองพรรคนี้
         

ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนกรานว่าถ้าใครจะมาร่วมกับพรรคภูมิใจไทย หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ต้องสนับสนุนกฎหมายกัญชา
         

ขณะที่ก่อนหน้านี้ พรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นในปีกอนุรักษนิยมหรือเสรีนิยม ล้วนมีท่าทีไม่เอาด้วยกับกฎหมายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย จนกฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถผ่านสภาฯ ออกมามีผลบังคับใช้ได้
         

อย่างไรก็ตาม เป็นที่รับรู้รับทราบกันมายาวนาน การเมืองแบบไทยๆ นั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ เพียงแค่สมประโยชน์กันก็พอ เหมือนดังเช่นที่พลเอกประวิตรเคยร่ายยาวผ่านจดหมายน้อยฉบับที่ 9 ไว้ในบางช่วงบางตอนว่า คนที่มีประสบการณ์การเมืองจะรู้ว่า ในการจัดตั้งรัฐบาลทุกครั้งที่ผ่านมา ล้วนมีเรื่องราวที่แปรเปลี่ยนไป ไม่เคยเป็นไปอย่างที่ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงทั้งนั้น มีข้อมูลที่จะพูดถึงการปรับเปลี่ยนของพรรคเพื่อเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ และประชาชนมากที่สุดเสมอ ตัวอย่างล่าสุดที่เห็นในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ปี 2562 ผู้นำพรรคการเมืองหลายพรรคประกาศตัวไว้อย่างหนึ่ง แต่พอถึงการจัดตั้งรัฐบาลจริงต้องเข้าร่วมด้วยเหตุผลอีกอย่างหนึ่ง เช่นพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศไม่ยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อแต่พอถึงเวลาจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมโดยหัวหน้าพรรคคนใหม่ แค่ให้คุณอภิสิทธิ์ลาออกไป โดยมีประโยชน์ของประชาชนมากมายมาใช้อ้าง เช่นเดียวกับ "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" ให้สัมภาษณ์ในข่าวลงวันที่ 8 มีนาคม 2562 ใจความสำคัญกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่ให้ ส.ว.เลือกนายกฯ ลั่นอยู่คนละขั้วกับทหาร-พปชร. และได้ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง ในเนื้อหาข่าวเมื่อวันที่ 10 กันยายน2565 ว่าเฉลยแล้วปี 62 จับมือ พปชร.ตั้งรัฐบาล เพราะผมไม่อยากอยู่กับระบบ คสช. ไม่เว้นแม้แต่พรรคพลังประชารัฐ ที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เคยประกาศเอาไว้ว่าจะไม่รับตำแหน่ง หากได้เป็นรัฐบาล แต่สุดท้ายก็รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
         

"ไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกประหลาดอะไร อย่างที่บอกว่า หากมีประสบการณ์การเมืองมายาวนานเพียงพอจะรู้ว่า นี่คือความปกติของการเมืองไทย แม้ว่าสื่อและสังคมไทยจะไม่ยอมรับก็ตาม การเมืองไทยทุกเรื่องจึงขึ้นอยู่กับการเจรจาตามเงื่อนไขเฉพาะหน้า โดยเฉพาะเรื่องสำคัญระดับจะจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร จะร่วมรัฐบาลกับใครจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรอขั้นตอนที่เหมาะสม การตัดสินใจประกาศว่าจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นที่รู้กันว่านั่นเป็นแค่การหาเสียง ที่เป็นจริงคือการเจรจาด้วยเหตุผลเฉพาะหน้าทุกคนในพรรคต้องร่วมกันประเมินอย่างรอบคอบ แล้วดำเนินการตามที่เรียกว่า "มติพรรค" การบริหารการตัดสินใจของ "พรรคการเมือง" ต้องเป็นในนาม "มติพรรค" ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งจะมาทุบโต๊ะว่าพรรคต้องจัดการอย่างนั้นอย่างนี้ ดังตัวอย่างที่ยกให้เห็นว่า ขนาดพรรคที่สะสมความน่าเชื่อถือมามากมายที่สุดแล้ว แม้แต่หัวหน้ายังต้องลาออก หากไปประกาศอะไรที่เกินเลยจากมติพรรคความจริงทางการเมืองเป็นอย่างนี้ ทุกขั้นตอนต้องอาศัยการเจรจาในเงื่อนไขเฉพาะหน้าที่เป็นปัจจุบันที่สุดจะแตกต่างกันที่เป็นพรรคที่ตัดสินเงื่อนไขเฉพาะหน้านั้นด้วยผลประโยชน์ของใคร"พลเอกประวิตรระบุ

 

ที่มา : เจ้าพระยา (04/05/66)