ศรีสุวรรณร้อง ป.ป.ช.สอบนายกสภาฯ มทร.ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่
วันที่ 9 มีนาคม 2565 เวลา 10.00 น.ที่สำนักงาน ป.ป.ช.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนสอบสวนและวินิจฉัย กรณีนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร(มทร.) ยื่นจ้างตนเองเพื่อรับจ้างเหมาโครงการของมหาวิทยาลัยเสียเอง อาจเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และหรือฝ่าฝืนจรรยาบรรณอย่างร้ายแรงหรือไม่
ทั้งนี้สืบเนื่องจากนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้ผลักดันให้จัดทำโครงการ IGJD-educenter การพัฒนาระบบการเรียนการสอนด้วย Integrated e-learning Platform Open Online Course ขึ้นมา แต่ทว่านายกสภาฯมทร. กลับไปยื่นข้อเสนอเพื่อขอรับจ้างเหมาตนเองด้านบุคลากรเสียเอง ตังแต่ 1 ต.ค.64 ถึง 30 ต.ค.65 โดยจะได้รับค่าจ้างเหมา 120,000 บาท
ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการฝ่าฝืน ม.13 แห่ง พรบ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 ที่กำหนดว่า “ในการจัดซื้อจัดจ้าง ผู้ที่มีหน้าที่ดำเนินการต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาในงานนั้น” ประกอบกับอาจเข้าข่ายความผิดตาม ม.4 แห่ง พรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 2542 ต้องระวางโทษจำคุก 1-3 ปี และปรับร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่เสนอราคาสูงสุด
นอกจากนั้น นายกสภาฯมทร.ยังผลักดันให้มีการจัดตั้งวิทยาลัยการบริหารแห่งรัฐ ภายใต้ มทร.ขึ้นมา เพื่อเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับปริญญาเอก(Ph.D) แต่ตนเองกลับไปรับตำแหน่งที่ปรึกษาฯของวิทยาลัยฯ รับค่าตอบแทนอีกเดือนละ 25,000 บาท โดยเริ่มมีการเปิดการเรียนการสอนรุ่นแรกมาแล้วตั้งแต่เดือน มิ.ย.64 แต่ปรากฎว่า กระทรวงอุดมศึกษาฯหรือ อว.ยังไม่รับทราบหรือรับรองหลักสูตรดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่เรียนจบหลักสูตรดังกล่าวนำคุณวุฒิไปสมัครรับราชการในหน่วยงานของรัฐไม่ได้
อีกทั้งยังมีข้อพิรุธอีกมากมาย อาทิ การเสนอเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยโดยตัดนามพระราชทาน “ราชมงคล” ออกไปเสีย, การไม่เห็นชอบให้คืนเงินค่าลงทะเบียนในหลักสูตร Ph.D ตามนโยบายของรัฐบาลในสัดส่วนที่ถูกต้อง หลังเผชิญโควิด-19 ต้องเรียนออนไลน์, การอนุมัติและเบิกจ่ายเงินเพื่อให้จัดพิธีใหญ่โตเพื่อมอบเกียรติบัตรและเข็มวิทยฐานะศาสตราจารย์(พิเศษ)ประจำมหาวิทยาลัยให้กับบุคคลต่างๆ โดยที่ในขณะนั้นยังไม่มีระเบียบของมหาวิทยาลัยรองรับ การกระทำดังกล่าวจึงอาจมิชอบด้วยกฎหมาย
ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงนำพยานหลักฐานมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการไต่สวนสอบสวนและวินิจฉัย และหากพบว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและจรรยาบรรณร้ายแรง ให้ดำเนินการตามกฎหมายของ ป.ป.ช.และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป