“อ.ธิดา-หมอเหวง” นำ “คปช.2553” เข้าสภาฯ ฝากข้อเสนอให้ “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” นำไปเป็นนโยบาย
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 23 ก.พ. 66 ที่รัฐสภา คณะประชาชนทวงคืนความยุติธรรม2553 (คปช.2553) นำโดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตรักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดงนพ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำนปช. เข้ายื่นข้อเสนอสำหรับการเลือกตั้งหน้า ถึงตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ และพรรคพลังปวงชนไทย นำไปพิจารณาปรับใช้เป็นนโยบาย
โดยนางธิดา กล่าวว่า เรามีข้อเสนอทั้งสิ้น8ข้อดังนี้ 1.ทำการเร่งรัดตรวจสอบและผลักดันคดีความกรณีปี 2553 ที่ถูกแช่แข็งและบิดเบือน ไม่สามารถให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนที่ถูกปราบปรามเข่นฆ่าได้ นับจากการทำรัฐประหาร2557 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อมิให้มีการฆ่าประชาชนกลางถนนซ้ำซากโดยผู้กระทำและสั่งการ ลอยนวล พ้นผิดซึ่งอาจเกิดได้อีกในอนาคต รวมทั้งตรวจสอบผลักดันคดีความในช่วงเวลาปัจจุบัน อันเป็นคดีความทางการเมืองของกลุ่มเยาวชน ให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรมที่เป็นสากล ไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติและกลั่นแกล้งทางการเมือง
2.แก้ไขกฎหมาย กรณีที่ทหารและนักการเมืองทำความผิดต่อประชาชน พลเรือน ให้ขึ้นศาลพลเรือน ไม่ใช่ทหารขึ้นศาลทหาร นักการเมืองขึ้นศาลนักการเมืองดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ทำให้ทหารและนักการเมืองไม่ได้ถูกดำเนินคดีเฉกเช่นประชาชนทั่วไป
3.เมื่อได้เป็นรัฐบาล ขอให้ลงนามรับรองเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะกรณีเหตุการณ์ 2553 ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับมาตรา ในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์แต่ประการใด ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามที่อัยการศาล ICC ได้มาแจ้งไว้กับรัฐบาลเพื่อไทยเมื่อ 1 พ.ย. 55
4.ดำเนินการเพื่อแก้ไขให้ได้รัฐธรรมนูญของประชาชนให้ได้ระบอบประชาธิปไตยแท้จริง โดยการใช้สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ตามสัดส่วนประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค โดยคำนึงถึงสนธิสัญญาตามหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิทางการเมืองทางเศรษฐกิจ สังคม ที่ได้ลงนามไว้ในสหประชาชาติ รวมทั้งสนธิสัญญากรุงโรมที่ยังไม่ได้ลงนาม ก็ควรได้ลงนามในอนาคตหลังจากแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว
5. แก้ไขกฎหมายอื่น อันเป็นผลพวงการทำรัฐประหาร รวมทั้ง พ.ร.บ.องค์กรรัฐซ้อนรัฐ กอ.รมน. และกฎหมายอาญามาตรา 1 12 และมาตรา 1 16 ที่กลายเป็นเครื่องมือจัดการผู้เห็นต่างทางการเมืองดำเนินการเพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปกองทัพ และองค์กรอิสระอย่างจริงจัง เพราะ 3 แหล่งนี้เป็นกระบวนการกลุ่มอภิชนที่ยึดครองประเทศไทย ยึดอำนาจจากประชาชน ไม่ยึดโยงกับประชาชนอำนาจกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นถึงปลาย อำนาจองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ล้วนต้องยึดโยงกับประชาชน รวมทั้งกองทัพ โครงสร้างการบริหารขององค์กรเหล่านี้ ต้องให้อำนาจประชาชนควบคุมได้ ไม่ใช่สมคบกันจัดการประชาชน และมีที่มาจากกลุ่มอภิชนด้วยกัน
6. กระจายอำนาจบริหารจากส่วนกลางไปยังภูมิภาค แก้ปัญหาระบบศักดินา เจ้าขุนมูลนาย และการคอรัปชั่นส่งนายใหญ่ตามลำดับ ให้ผู้บริหารผ่านการเลือกตั้งของประชาชนและถูกตรวจสอบได้ง่าย
7. ให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด หรือมาจากประชาชนโดยอ้อม ผ่านการคัดสรรตามโควตา ส.ส. ในรัฐสภาของพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งทั่วไป หรือมิฉะนั้นก็ไม่ต้องมีวุฒิสมาชิกเลย เพราะตราบเท่าที่องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองวุฒิสมาชิกถูกแต่งตั้งจากรัฐทหารจารีต อำนาจประชาชนก็ถูกจัดการทำลาย ยุบพรรคการเมืองโดยง่าย จับกุมคุมขัง ลงโทษประชาชนผู้เห็นต่างเหมือนเช่นทุกวันนี้
“ขอขอบคุณพรรคการเมืองที่ยืนหยัดทำงานในฐานะฝ่ายค้านได้เป็นอย่างดี การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเปลี่ยนแปลงความคิดของคนจำนวนมาก ต้องใช้เวลา ก็ขอให้กำลังใจให้ฝ่ายค้านทั้งหมดได้ประสบชัยชนะในการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลเที่ยวหน้า ข้อเสนอของเราครั้งนี้คิดว่าจะเป็นประโยชน์ และขอฝากไปเป็นนโยบาย เพราะเราพูดแทนหัวใจของประชาชนไทยที่รักประชาธิปไตย และความยุติธรรม โดยเฉพาะคนเสื้อแดงที่ต่อสู้มายาวนาน และได้รับความเจ็บปวดจากบาดแผลปี2553” นางธิดา กล่าว
ด้านนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การยื่นข้อเสนอของคณะทวงคืนความยุติธรรมฯยื่นในช่วงใกล้การปิดสมัยการประชุม เป็นสัญลักษณ์ว่าคณะฯมั่นใจในฝ่ายค้าน ที่จะข้อเสนอทั้ง8ข้อไปดำเนินการต่อได้ แม้เราจะยังไม่มีอำนาจรัฐ แต่จะรับข้อเสนอไปพิจารณาต่อ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนเป็นนโยบาย ขอขอบคุณทางคณะฯที่ไม่ย่อท้อ อดทนต่อสู้ร่วมกว่า10ปีที่ผ่านมา ให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพ