เรื่องจากปก..สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ..ไปป์บอมบ์ สะท้าน “ตู่” สะเทือน “ป้อม”
คอลัมน์ เรื่องจากปก
ไปป์บอมบ์
สะท้าน “ตู่”
สะเทือน “ป้อม”
5 เมษายน เวลา20.00 น.เกิดเหตุระเบิดที่หน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่า ถนนราชดำเนิน มีเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของ กทม.ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย จากระเบิดปิงปอง ซุกซ่อนอยู่ในถังขยะ
15 พฤษภาคม เวลา 20.15น. เกิดเหตุเสียงดังคล้ายระเบิดบริเวณหน้าโรงละครแห่งชาติ ใกล้สนามหลวง มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย โดยระเบิดถูกซุกซ่อนอยู่ในถังขยะ หน้าโรงละครฯ
22 พฤษภาคม เวลา 10.00 น.เกิดเหตุระเบิดบริเวณห้องจ่ายยานายทหารสัญญาบัตร ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า มีผู้บาดเจ็บรวม25รายจากแรงระเบิดไปป์บอมบ์ที่บรรจุเอาไว้ในแจกันดอกไม้ ติดผนัง
3 เหตุการณ์ที่ส่งสัญญาณว่ามี “มือมืด” ใช้ความรุนแรงเข้าคุกคามความปลอดภัย ของผู้คนในสังคม ได้กลายเป็นประเด็นร้อนๆที่ทำให้ทุกๆฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตกอยู่ในอาการ “นั่งไม่ติด” ไล่กันไปตั้งแต่ “ผู้นำรัฐบาล” จนถึง “บิ๊กตำรวจ”
โดยเฉพาะเหตุการณ์ครั้งล่าสุด คนร้ายเลือกลงมือก่อเหตุขึ้นในวันครบรอบ3ปีการรัฐประหารโดย “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” หรือคสช. เจาะจงโรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่ที่น่าจะปลอดภัยที่สุด และที่สำคัญ ยังเลือกบริเวณ จุดระเบิดที่หน้าห้องรับรองนายทหารระดับวีไอพี ชื่อห้อง “วงษ์สุวรรณ” นามสกุลของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประหนึ่งต้องการ “สื่อนัยยะ” บางอย่าง ใช่หรือไม่ ?
การลงมือของ คนร้ายที่เลือกโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นที่ก่อเหตุ ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนใหญ่ยังเป็นอดีตข้าราชการเกษียณที่ไปพบแพทย์เช่นนี้ ตอกย้ำว่าคนที่ลงมือหวังผลเอาชีวิต เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีความเปราะบาง เต็มไปด้วยเจ้าหน้าทีแพทย์ พยาบาลและผู้ป่วย ต้องการให้เกิดความเสียหาย เกิดการบาดเจ็บปรากฏผ่านสื่ออย่างชัดเจน มิหนำซ้ำยังเลือกช่วงเวลากลางวัน ยิ่งเป็นการท้าทายคสช. และรัฐบาล อย่างจงใจ
ทั้งนี้ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ฝ่ายความมั่นคงทั้งฝ่ายตำรวจและทหารต่างพากันวิ่งวุ่นเพื่อตรวจสอบ ติดตามหาตัวคนร้ายที่ลงมือ กันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ได้มีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ต่างๆ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ตลอดจนที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลอื่นๆ เพราะอาจกลายเป็นพื้นที่เป้าหมายได้ทุกเมื่อ
กระบวนการค้นหาความจริงในทางคดี ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ภายใต้แรงกดดัน รอบทิศรอบทางที่เฝ้ารอคำตอบ ว่าคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุลอบวางระเบิด ที่มีความเชื่อมโยงกัน ทั้ง3 เหตุการณ์ ทั้งที่หน้ากองสลากฯ -หน้าโรงละครแห่งชาติ และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คือกลุ่มคน กลุ่มเดียวกันหรือไม่ และที่สำคัญเกี่ยวพันกับ “กลุ่มบีอาร์เอ็น” ที่อ้างตัวว่าเป็นคนส่งจดหมายข่มขู่ไปยังโรงพยาบาลหลายแห่งก่อนหน้านี้ หรือไม่
ขณะเดียวกัน ยังต้องไม่ลืมว่า ผลกระทบจาก “แรงระเบิด” ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าครั้งล่าสุดซึ่งถือว่ารุนแรง ประสงค์ต่อชีวิตเช่นนี้ มีความชัดเจนว่า ก่อให้เกิดเอฟเฟ็กซ์ด้วยกันถึง 4 ทาง !
“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. คือคนแรกที่โดนสะเก็ดระเบิดเข้าอย่างจัง ด้วยในฐานะผู้นำรัฐบาล และหัวหน้าคสช. ที่มีอำนาจและกลไกที่ขึ้นตรงอยู่ในมือ ทั้งตำรวจและทหาร แต่กลับเจอกับการท้าทายจาก “มือมืด” ก่อเหตุรุนแรงภายในเวลาไม่ถึงสองเดือน
แม้สองพรรคการเมืองใหญ่ “ประชาธิปัตย์” และ “เพื่อไทย” ต่างออกแถลงการณ์ประณามผู้ก่อเหตุ ว่าชั่วร้าย ก็ตามแต่ในอีกด้านหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ฝ่ายการเมือง” ได้อาศัยสถานการณ์ที่รัฐบาลตกเป็นรอง มาโจมตีทีทันที นั่นหมายความว่า ความเชื่อมั่นของตัวพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาล กำลังถูกสั่นคลอน โดยมีความปลอดภัยของประชาชนเป็น “เดิมพัน”
นอกจากนี้ พิษจากเหตุระเบิดยังทำให้คสช. เองถูกตั้งคำถามเย้ยหยัน ถึงมาตรการรักษาความสงบภายประเทศ อีกทั้งยังมีถูกตั้งสมมติฐานว่า หรืออาจเป็นฝีมือของคสช.เองที่ลงมือเพื่อหวังสืบทอดอำนาจ ด้วยการใช้เหตุแห่งความไม่สงบ มาเป็นข้ออ้าง อีกทั้งยังอาจกระทบไปถึง “โรดแมป” ที่คสช.วางเอาไว้ที่การเลือกตั้งในราวปี 2561 จะต้องขยับออกไปหรือไม่
ยิ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์สื่อถึงความเป็นไปได้ว่าจะมีการขยับการเลือกตั้งออกไป หากเกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด ขึ้นมา ยิ่งทำให้เกิดความหวั่นไหวกระจายไปทั่วในแวดวงการนักการเมือง
แรงกระแทกลำดับต่อมาย่อมไม่พ้น “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” อย่าง พล.อ.ประวิตร เพราะจุดเกิดเหตุคือห้องรับรองที่ใช้นามสกุล “วงษ์สุวรรณ” ของบิ๊กป้อมมาตั้งชื่อ เสมือนเป็นการท้าทาย ทั้งตัวบิ๊กป้อม ไปจนถึงประสิทธิภาพของรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง อีกทั้งในวันเกิดเหตุ และจากนั้นอีกสองวันพล.อ.ประวิตร ยังอยู่ในระหว่าง “การลา” ท่ามกลางกระแสข่าวที่สะพัดว่า สุขภาพไม่แข็งแรง เข้ารับการรักษาตัวเนื่องจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แม้ที่สุดแล้ว บิ๊กป้อม จะกลับมาทำงานตามปกติเพื่อ “ดับข่าวลือ” แล้วก็ตาม
ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในกรุงเทพฯ ด้วยกัน 3ครั้ง 3 ครา ในเวลาไล่เรี่ยกันเช่นนี้ ยังเสมือนไปปลุกเร้าให้ “ข่าวปรับครม.” กลับมาสะพัดอีกระลอก โดยมีบิ๊กป้อม คือเป้าหมายที่จะถูกปรับออก !
ทั้งนั้นทั้งนี้ ภาพสะท้อนที่เกิดขึ้น และถูกจับตามากเป็นพิเศษ คือการโฟกัสไปยัง “ผู้บงการ” ที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุอำมหิต เช่นนี้จะเป็นฝีมือของคสช. เพื่อหวังสืบทอดอำนาจอย่างนั้นหรือ ? !
เพราะหากคสช. เป็นผู้ลงมือทำเองจริง ดูจะมีแต่ “ความเสียหาย” ที่คสช.และรัฐบาล ของพล.อ.ประยุทธ์ จะตั้งรับกันได้ไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นจังหวะที่ขั้วอำนาจใหม่ อย่างคสช.กำลังเผชิญหน้ากับ “ช่วงขาลง” แม้จะยังไม่ถึงขั้นวิกฤติก็ตามที ดังนั้นการสร้างสถานการณ์วางระเบิด ดูจะมีแต่เป็นกลยุทธ์ที่มีแต่ “ทำลายตัวเอง” อย่างสิ้นเชิง
อีกทั้งการใช้ความรุนแรงเพื่อประสงค์ชีวิต สร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นในสังคม อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ดูจะมีความชัดเจนว่า ฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังได้มองข้ามวาระเรื่องของการเลือกตั้งไปแล้วหลายช็อต นั่นหมายความว่าไม่มีจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ หรือจะมีขึ้นเมื่อใด เป้าหมายของการใช้ความรุนแรงจะยังคงเกิดขึ้นเช่นเดิมอยู่ดี อีกทั้งยังมองสถานการณ์ ออกด้วยซ้ำว่าแท้จริงแล้ว คสช.จะต้องเปิดทางให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว เพราะนี่คือ “หมากบังคับ” ที่ว่ากันว่า วันนี้ตัวบิ๊กตู่ เองก็เหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าเต็มที กับการบริหารประเทศที่เต็มไปด้วยปัญหาทั้งเก่าและเก่า ประเดประดังกันเข้ามา จนทำให้ รัฐบาลชุดนี้ต้องเลื่อนการแถลงผลงานออกไป จากเดิมที่กำหนดเอาไว้
และที่มองข้ามไปไม่ได้คือเป้าหมายที่แรงระเบิดกระแทกไปถึงคือตัวพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เองที่ถูกฝ่ายการเมืองอย่าง “วัชระ เพชรทอง” แกนนำพรรคประชาธิปัตย์วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ตลอดจนบิ๊กตำรวจที่ต้องโดดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกันอีกหลายคน เพื่อเร่งคลี่คลายคดีให้มีความคืบหน้าเกิดขึ้น
ไปป์บอมบ์ที่เกิดขึ้น ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วแทบทุกมิติ สะเก็ดระเบิดกระจายปลิวว่อนไปกระทบทั้ง “พี่ป้อม-น้องตู่” ที่ดูจะแบกรับภาระหนักหนากว่าใครเพื่อน !