ทีเส็บร่วมกับ 7 สมาคมพันธมิตรเสนอมาตรการ โครงการ “Quick Big Win”กระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไมซ์
ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)(สสปน.) หรือ ทีเส็บ (TCEB) เป็นประธานการประชุมจัดทำมาตรการ “Quick Big Win” ระดมแนวทางมาตรการเร่งด่วนจากสมาคมพันธมิตรสำคัญในอุตสาหกรรมไมซ์ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ สมาคมการแสดงสินค้าไทย (TEA) สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติไทย (TICA) สมาคมโรงแรมไทย (THA) สมาคมการค้าส่งเสริมการจัดมหกรรมและเทศกาลนานาชาติไทย (TIEFA) สมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน (EMA) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TCT) และ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำเสนอต่อรัฐบาล และฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการจัดงานประชุม, แสดงสินค้า, เทศกาล และอีเวนต์ต่าง ๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ และเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศ
ดร.ศุภวรรณ กล่าวว่า ทีเส็บจะนำข้อเสนอทั้งระยะสั้นและระยะยาวไปประมวลนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อให้มาตรการเกิดผลทันที โดยมีโครงการประชุมเมืองไทย ภูมิใจช่วยชาติ ที่เคยสร้างผลตอบแทน 10–20 เท่าของงบประมาณ จะถูกนำกลับมาอีกครั้ง ส่วนโครงการ Hero พันล้าน จะเป็นโครงการนำไปสนับสนุนงาน MICE สำคัญ ตลอดช่วงตุลาคม 2568 –กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะอาเซียน ทั้งนี้คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ ในการสนับสนุนงาน MICE ในครั้งนี้ประมาณ 100,000–110,000 ล้านบาท และกระตุ้นการใช้จ่ายโดยตรงมากกว่า 140,000 ล้านบาท
ซึ่ง ดร.ศุภวรรณ กล่าวว่า กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ทั้งจากการจัดงานในเมืองหลักและเมืองรอง ดังนั้นการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการกระจายรายได้ไปยังธุรกิจบริการและชุมชน ด้วยการประชุมตามมาตรการในโครงการ Quick Big Win ครั้งนี้น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมไมซ์ ที่จะมาช่วยสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น และการวางแนวทางระยะยาวให้สสปน.เป็นศูนย์กลางสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ต่อไป
พร้อมกันนี้ นางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือ ทิกก้า กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาด Domestic เป็นตลาดที่ยั่งยืน ซึ่งการจัดโครงการเที่ยวดีมีคืนของรัฐบาล จะสามารถกระตุ้นให้คนออกมาร่วมกิจกรรมได้มากขึ้น แต่ควรปรับระยะเวลาในการใช้งานให้นานขึ้น เพราะการประชุมต้องใช้เวลาเตรียมงาน และขยายระยะเวลาให้ครอบคลุมจนถึงช่วง low season เพราะถ้าจำกัดเฉพาะช่วง high season โรงแรมที่พักมักจะเต็มอยู่แล้ว
ด้าน นายมลเฑียร วิจิตรสาระวงศ์ จากสมาคมการค้าส่งเสริมการจัดมหกรรมและเทศกาลนานาชาติไทย หรือ TIEFA กล่าวต่อว่า ควรมีการทำ One Stop Service อำนวยความสะดวกในการขอจัดงานเทศกาลต่างๆ ให้กระชับ รวดเร็ว และมีการลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้จัดงาน หรือผู้สนับสนุนการจัดงาน จัดพื้นที่ Creative Zone หรือ Creative District ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เช่น การจัดทำเส้นทาง หรือที่พัก เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในชุมชนได้มีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ นายอุปถัมป์ นิสิตสุขเจริญ นายกสมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน หรือ EMA กล่าวว่า ควรจัดงานมหกรรมขนาดใหญ่ เช่น Thailand Exposition ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรฐกิจ และแบ่งปันองค์ความรู้ และสร้างผลกระทบเชิงบวก เช่น มหกรรมพืชสวนโลก อุดรธานี 2570 งาน BOI Fair ปี 2572 และมหกรรมพืชสวนโลก โคราช เพราะปัจจุบันมีการเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในไทยมากขึ้น เช่น Data Center ซึ่งจะช่วยทำให้การจัดงานมหกรรมในไทยมีความต่อเนื่อง และช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างมหาศาล