- โฆษณา -

NIA เร่งเครื่อง “Global Startup Hub 2026” ปั้นสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดอาเชียน ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมภูมิภาค

ประชาสัมพันธ์4 มี.ค. 2569 • 10:51 น.
NIA เร่งเครื่อง  “Global Startup Hub 2026” ปั้นสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดอาเชียน ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมภูมิภาค

NIA เร่งเครื่อง “Global Startup Hub 2026” ปั้นสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดอาเชียน ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมภูมิภาค ชวนสตาร์ตอัปสมัครร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้ - 15 มี.ค.69

เมื่อวันที่ 2 มี.ค.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม แถลงเปิดตัวโครงการ “Global Startup Hub 2026” เพื่อเร่งเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของสตาร์ตอัปไทยและต่างชาติ และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค โดย NIA มุ่งเชื่อมเครือข่ายภาครัฐ เอกชน นักลงทุน และพันธมิตรต่างประเทศ พร้อมพาสตาร์ตอัป “ลงสนามจริง” ในตลาดอาเชียน ผ่านกิจกรรมเข้มข้นตั้งแต่วางเป้าหมายที่วัดผลได้ เสริมความพร้อมด้านธุรกิจและการลงทุน ไปจนถึงจับคู่ธุรกิจและทดสอบตลาดกับองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ที่เป็นรูปธรรม

- โฆษณา -

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ.NIA เปิดเผยว่า ในโลกที่เทคโนโลยีหมุนเร็ว การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ไอเดียอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเร็วในการทำให้เทคโนโลยี “ไปถึงตลาด” และสร้างรายได้หรือความร่วมมือได้จริง โครงการ Global Startup Hub 2026 จึงถูกออกแบบภายใต้กลไก 4G (Groom–Grant–Growth–Global) เพื่อเร่งการเติบโตสตาร์ตอัปไทยที่วัดผลได้และขยายตลาดได้จริงในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชื่อมต่อแหล่งทุน นักลงทุน และพันธมิตร เพื่อเพิ่มโอกาสในการยกระดับธุรกิจสู่เวทีสากลอย่างเป็นรูปธรรม โครงการในปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการทำงานแบบ “เชื่อมตลาด–เชื่อมเงินทุน–เชื่อมพันธมิตร” ทำให้สตาร์ตอัปเกิดผลลัพธ์ที่วัดได้ โดยโครงการ Global Startup Hub 2025 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 680 ราย เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 300 ครั้ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 94.5 ล้านบาท พร้อมยกระดับและส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่ 277 ราย และมีสตาร์ตอัป 20 รายที่สามารถสร้างรายได้หรือได้รับการลงทุน ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญให้ NIA เดินหน้าขยายผลโครงการในปี 2026 ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการผลักดันสตาร์ตอัปสู่โอกาสในตลาดอาเชียน และทำให้เกิดการต่อยอดเชิงพาณิชย์ที่จับต้องได้จริง

ผอ.NIA กล่าวต่อว่า ในปีนี้โครงการมุ่งคัดเลือกสตาร์ตอัปที่มีความพร้อมและศักยภาพรวม 30 ราย โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT), Semiconductor, EV & Mobility Technology, Energy Tech และ Climate Tech & Sustainability ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กำลังเป็นเมกะเทรนด์ของการแข่งขันระดับภูมิภาค และเป็นกลุ่มที่จะสร้างความได้เปรียบเชิงอุตสาหกรรมให้ประเทศไทยในระยะถัดไป สตาร์ตอัปที่ผ่านการคัดเลือกจะเข้าร่วมโปรแกรมในช่วงวันที่ 4 เม.ย. – 31 ส.ค.2569 เพื่อเร่งความพร้อมด้านตลาดและการลงทุน การเข้าถึงแหล่งทุนสนับสนุน ความเข้าใจด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“ไฮไลต์ของโครงการปีนี้อยู่ที่แนวคิด Thailand : Gateway to ASEAN ซึ่งออกแบบเป็นเส้นทางเร่ง สปีดสู่ผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ เริ่มจากเวิร์กช็อปการตั้งเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จขององค์กร (Objectives and Key Results: OKR Workshop) และการปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัว (One-on-One Consultation) รวม 60 ชั่วโมง เพื่อวางเป้าหมายและตัวชี้วัดการเติบโตอย่างเป็นระบบ ต่อด้วย One-on-One Mentorship เชิงลึกรวม 300 ชั่วโมงจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ราย เพื่ออุดช่องว่างเชิงกลยุทธ์และเร่งการตัดสินใจทางธุรกิจ ก่อนเข้าสู่ Business Matching 60 ครั้ง และการผลักดันให้เกิด การทดสอบใช้งานจริง/ทดลองใช้โซลูชันร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ (Proof of Concept: PoC) เพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์ในสถานการณ์จริง เพิ่มความน่าเชื่อถือ และเพิ่มโอกาสต่อยอดเป็นดีลทางธุรกิจ พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐและเอกชนผ่าน Ecosystem Tour และปิดท้ายด้วย Demo Day การนำเสนอผลงานต่อภาคเอกชนและนักลงทุนชั้นนำในภูมิภาคอาเชียน เพื่อขยายโอกาสการลงทุน ความร่วมมือ และการเติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ โครงการยังจัดกิจกรรมสัมมนาส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจเริ่มต้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเชียงใหม่ รวม 4 ครั้ง เพื่อผลักดันให้สตาร์ตอัปไทยก้าวสู่การเป็น Global Startups ครอบคลุมหัวข้อ AI และ IoT, Semiconductor–EV–Mobility และ Energy–Sustainability–Climate Tech พร้อมยกระดับระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นไทยผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อสร้าง “ทางลัด” ในการขยายฐานธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล” ดร.กริชผกา กล่าวและว่า

“สำหรับสตาร์ตอัปไทยและต่างชาติที่จดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว มีผลิตภัณฑ์หรือบริการ พร้อมใช้งาน พร้อมขายจริง มีแผนธุรกิจที่พร้อมเติบโตทั้งในและต่างประเทศ และมีความพร้อมที่จะขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างจริงจัง สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ Global Startup Hub 2026 ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 มี.ค.2569 โอกาสครั้งนี้จะพาสตาร์ตอัปไปเจอตลาดจริง พาร์ทเนอร์จริง และดีลจริง เพื่อเร่งการเติบโตให้เร็วขึ้น ชัดขึ้น และแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค”

แท็กที่เกี่ยวข้อง