สู้ยิบตา! เตรียมร้อง บก.ปปป. เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ-อดีตนายก อบต. ปมฮุบที่ดินทำกินระยอง 22 ก.ค. นี้
ระยองเดือด! คดีข้อพิพาท "ฮุบที่ดินป้าสนอง" หญิงพิการชาวระยองบานปลาย หลังพบเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองฯ ใช้อำนาจส่อไปในทางมิชอบ เอื้อประโยชน์อดีตนายก อบต. แม่น้ำคู้ ยึดที่ดินทำกินสวนยางเก่าแก่กว่า 30 ปี ล่าสุดป้าสนองจับมือทีมทนาย เตรียมหอบหลักฐานร้อง บก.ปปป. 22 ก.ค. 2569 นี้ ลั่นสู้ตายเพื่อทวงคืนความยุติธรรม
วันที่ 19 ก.ค.2569 ที่ระยอง จากกรณี นางสนอง พลวิเศษ หญิงผู้พิการชาวจังหวัดระยอง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยระบุว่าถูกเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง จงใจใช้อำนาจหน้าที่และดุลพินิจโดยมิชอบ กลั่นแกล้งยึดที่ดินทำกิน ซึ่งขัดแย้งกับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิของทางนิคมฯ ฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ที่เคยรับรองไว้ชัดเจนว่า ป้าสนองเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวทั่งแปล
ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง บริเวณที่ดินแปลงเกิดเหตุ ใกล้วัดแม่น้ำคู้ ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง พบว่าที่ดินตั้งอยู่ติดกับถนนสายหลัก ใกล้แหล่งชุมชนหนาแน่น และมีบ้านพักอาศัยของป้าสนองตั้งอยู่จริง โดยสภาพที่ดินไม่ได้ถูกทิ้งรกร้าง แต่เป็นสวนยางพาราขนาดใหญ่ที่มีอายุราว 20-30 ปี มีร่องรอยการกรีดยางและน้ำยางเต็มถ้วย บ่งบอกถึงการทำประโยชน์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้รอบบริเวณยังมีป้ายข้อความ "ที่ดินส่วนบุคคล ห้ามบุกรุก" ปักแสดงความเป็นเจ้าของไว้รวม 3 ป้าย
จากการสอบถามชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ทราบว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เคยเห็นเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง นำป้ายประกาศยึดที่ดินมาปักไว้ทางทิศเหนือของแปลงจริง แต่หลังจากเรื่องราวนี้กลายเป็นกระแสข่าวดังไปทั่วประเทศ ป้ายดังกล่าวกลับถูกลักลอบถอดออกไปอย่างลึกลับในช่วงเวลากลางคืน
นางสนอง เปิดเผยความอัดอั้นตันใจว่า ชนวนเหตุของเรื่องนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2561 โดยมีเจ้าหน้าที่หญิงรายหนึ่ง (น.ส.กชพร - สงวนนามสกุล) ทำการขู่เข็ญว่าจะยึดที่ดินทั้งหมด จนทำให้ตนซึ่งไม่รู้หนังสือและเกิดความกลัว จำใจต้องลงนามในเอกสารยินยอมแบ่งแยกที่ดินครึ่งหนึ่งให้แก่ นายกฤษดา (สงวนนามสกุล) อดีตนายก อบต. แม่น้ำคู้ ถือครองแทน ซึ่งในวันดังกล่าวมี นายสำเริง ศรีรัตนสมบูรณ์ และ น.ส.พรทิพย์ วิเศษศรี ร่วมเป็นพยาน
"ป้าทนทุกข์ทรมานและเครียดสะสมจนคิดสั้นฆ่าตัวตายมาแล้วหลายครั้ง ดีที่ลูกชายช่วยไว้ทัน ป้าไม่มีความรู้ ไม่มีอำนาจรัฐไปสู้กับใคร ทำไมเจ้าหน้าที่รัฐต้องหากินบนความเดือดร้อนของคนจนที่พิการและไร้ทางสู้แบบนี้ ถ้าไม่มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ ป้าคงได้เอกสารสิทธิ์ไปนานแล้ว" นางสนอง กล่าวด้วยน้ำตา
นอกจากประเด็นเรื่องที่ดินแล้ว ผู้ร้องเรียนยังได้ยื่นเรื่องให้หน่วยงานภาครัฐตรวจสอบสถานะทางทะเบียน สัญชาติ และการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินของอดีตนายก อบต. รายดังกล่าวเพิ่มเติมด้วย เนื่องจากส่อแววว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนในที่ดินทำกินของราษฎร
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทั้งหมดในขณะนี้ยังคงเป็นข้อกล่าวอ้างของฝั่งผู้ร้องเรียน และอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยอันเป็นที่สุดจากศาล ขณะที่ฝั่งผู้ถูกพาดพิงทั้งเจ้าหน้าที่นิคมฯ และอดีตนายก อบต. ยังไม่มีการออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด
รายงานข่าวระบุว่า ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 น. นางสนอง พร้อมด้วยทีมทนายความ จะเดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เกี่ยวข้องตามกระบวนการกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป