“มหิดล”แถลงข่าว“50 ปี:ประชากรที่เปลี่ยนไป” เด็กเกิดน้อย คนอายุยืน ชูนโยบาย “จำนวนเกิดไม่สำคัญเท่าคุณภาพของการเกิด”
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จัดแถลงข่าว “50 ปี: ประชากรที่เปลี่ยนไป” ในวาระครบรอบ 50 ปีสถาบันวิจัยประชากรและสังคม โดยมี รศ.ดร.อารี จำปากลาย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม กล่าวเปิดงานในวาระครบรอบ 50 ปี ในปี 2564 วันสถาปนาสถาบันฯ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2514
รศ.ดร.อารี จำปากลาย กล่าวว่า ในปี 2564 เป็นช่วงเวลาที่สถาบันฯ ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 เราได้ร่วมจัดงานประชุมวิชาการระดับชาติ ภายใต้ชื่องาน ประชากรฟอรั่ม ซึ่งเป็นอีกมิติของการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการให้สอดรับการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีนักวิชาการรุ่นเก๋า และนักวิจัยรุ่นใหม่นำเสนอข้อมูลผ่าน Youtube และ Facebook fanpage ของสถาบันฯ และช่องทาง Website The Prachakorn โดยเริ่มเผยแพร่ตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 เรื่อยมาจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2564 รวมถึงนำเสนอ Policy และ Research brief รวมทั้งสิ้น 18 หัวข้อ
สถาบันฯ ได้จัดกิจกรรมวันสถาปนาสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ในวันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2564 ผ่านรูปแบบ online และทาง Facebook Live มีกิจกรรมสำคัญคือ เสวนาโต๊ะกลม “50 ปี IPSR มุ่งหน้ามองอนาคต” ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ประชากรไทยในภาวะวิกฤตโควิด-19” รวมทั้งการนำเสนอรายงาน 50 ปี IPSR: ประชากรและสังคมในวัยครึ่งศตวรรษ
ในวาระพิเศษนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล อดีตผู้อำนวยการของสถาบันฯ ได้ให้ถ้อยแถลงข้อมูลสำคัญ ในหัวข้อ “50 ปี: ประชากรที่เปลี่ยนไป” โดยชี้ประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางประชากรของประเทศไทยจากประชากรเยาว์วัย สู่ประชากรสูงวัย เมื่อ 50 ปีก่อนประเทศไทยมีประชากรประมาณ 35 ล้านคน ครึ่งหนึ่งของประชากรเป็นประชากรวัยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ปีนี้ (2564) ประชากรไทยมีประมาณ 66.5 ล้านคน ประชากรไทยมีอายุสูงขึ้นอย่างมาก ครึ่งหนึ่งของประชากรมีอายุสูงกว่า 40 ปี ประชากรสูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีมากถึงร้อยละ 19 ของประชากรทั้งหมด ในขณะที่สัดส่วนของประชากรวัยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีเพียงร้อยละ 17 เท่านั้น เรียกได้ว่า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราเพิ่มประชากรเพียงร้อยละ 0.2 ต่อปีเท่านั้น และมีแนวโน้มจะลดต่ำลงไปอีก จนถึงขั้นติดลบ ในอีก 5-6 ปีข้างหน้านี้
สถาบันฯ ได้ชี้ให้เห็นว่า “จำนวนเกิดไม่สำคัญเท่าคุณภาพของการเกิด” จำนวนเกิดส่งผลให้จำนวนแรงงานลดลง อาจทดแทนด้วยการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ การใช้เทคโนโลยี (เครื่องจักรกล หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์) มาทดแทนแรงงาน การพัฒนาคุณภาพของแรงงาน และการส่งเสริมการแต่งงานและการเกิด
ในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมานี้ คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้นมาก เมื่อ 50 ปีก่อน คนไทยมีอายุคาดเฉลี่ยเพียง 60 ปี ปัจจุบันอายุคาดเฉลี่ยของคนไทยยืนยาวขึ้นถึง 78 ปี โดยที่ผู้ชายมีอายุคาดเฉลี่ย 75 ปี และผู้หญิง 80 ปี อายุคาดเฉลี่ยของไทยมีแนวโน้มที่จะยืนยาวขึ้นอีก อาจยืนยาวถึง 85 ปี ในอีก 20 ปีข้างหน้า
“สึนามิประชากร” หรือ “ประชากรรุ่นเกิดล้าน” ของประเทศไทย คือ คนที่เกิดในช่วง 20 ปี ระหว่างปี 2506 ถึง 2526 ในปี 2514 มีเด็กเกิดที่มาจดทะเบียนมากถึง 1.2 ล้านคน ซึ่งนับเป็นจำนวนเกิดสูงสุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ปี 2563 มีเด็กเกิด 587,368 คน ซึ่งเกิดต่ำกว่า 6 แสนคน เป็นปีแรกในรอบ 67 ปี เมื่อ 50 ปีก่อน ผู้หญิงไทยคนหนึ่งมีบุตรเฉลี่ย 5 คนตลอดวัยเจริญพันธุ์ ปัจจุบันผู้หญิงไทยคนหนึ่งมีบุตรเฉลี่ยเพียง 1.3 คนเท่านั้น
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล ได้ชี้ประเด็นในเชิงนโยบายในเรื่องการส่งเสริมคุณภาพประชากร เมื่อ 50 ปีก่อน ประเทศไทยมีนโยบายคุมกำเนิด เพื่อชะลออัตราเพิ่มประชากร โดยส่งเสริมให้คู่สมรสวางแผนครอบครัวด้วยระบบสมัครใจ ปัจจุบันต้องส่งเสริมให้ประชากรสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี และมีพลังตลอดเส้นทางชีวิตตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ วัยทารก วัยเด็กและเยาวชน วัยแรงงาน และวัยสูงอายุ โดยเริ่มต้นจากการส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ คือ การเกิดจากการตั้งครรภ์ที่ตั้งใจ ในวัยทารกและวัยเด็ก ส่งเสริมในเรื่องการเลี้ยงดูที่เหมาะสม รวมถึงการส่งเสริมเรื่องอาหารและการโภชนาการ ในวัยเด็กและเยาวชนส่งเสริมเรื่องการศึกษา/อบรม ในวัยแรงงานส่งเสริมแรงงานที่มีคุณภาพ และในวัยสูงอายุนั้น ผู้สูงอายุจะต้องเป็นพฤฒิพลัง คือ เป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี มีความมั่นคงด้านรายได้ มีส่วนร่วมในสังคม มีคุณค่าไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม จนกระทั่งตายอย่างมีคุณภาพ คือ ตายในวัยอันสมควร ด้วยสาเหตุอันสมควร และจากไปอย่างสงบและมีศักดิ์ศรี