จับตา "มีชัย" นั่งหัวโต๊ะ ถกปมอำนาจ กสทช. 10 โมง วันนี้
จับตา!! "มีชัย" นั่งหัวโต๊ะ ถกปมอำนาจ กสทช. 10 โมง วันนี้ หวั่นเสียคน ซ้ำรอยปมนายก" 8 ปี หลัง "บิ๊กป้อมฎ ใช้อำนาจสั่งกฤษฎีกาตีความ ดีลควบรวม "ทรูดี-แทค" ตามที่ กสทช ร้องขอ
วันที่ 13 ก.ย.65 เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 เรียกประชุมคณะกรรมการพร้อมเรียกกสทช.เข้าชี้แจง ประเด็นที่พล.อ.ประวิตร ในฐานะ นายกฯ รักษาการมีคำสั่งและเห็นชอบตามที่ กสทช.ร้องขอให้กฤษฎีกา วินิจฉัยตีความประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กสทช. และสำนักงาน กสทช. กรณีเกี่ยวกับการรวมธุรกิจอำนาจชี้ขาดการควบรวมทรู-ดีแทค
โดย กสทช.มอบหมายให้ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. พร้อมด้วย สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช.ไปชี้แจงแทน หลายฝ่ายจึงอดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตว่า กรณีตีความอำนาจ กสทช. ครั้งนี้ อาจทำให้ มีชัย ต้องเสียหลักอีกครั้งหรือไม่เพราะปมวาระ8ปีของพลเอกประยุทธ์ยังค้างอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ
และอาจเป็นเผือกร้อนให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ลงนาม “เห็นชอบ” ตามที่สำนักงาน กสทช. เสนอ พร้อมแจ้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับทราบอาจะเข้าข่าย “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ตาม พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (พ.ร.บ.กสทช.) ในมาตรา 27 (11) ที่ระบุถึงอำนาจหน้าที่ของ กสทช.ว่า “กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม”
ที่สำคัญขณะนี้นายมีชัย ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ปมร่างกฎหมายการดำรงวาระ8ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ตอนนี้
จะนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานนัดประชุมเรื่องดังกล่าว
กลายเป็นเรื่องที่น่าแปลก เมื่อหลายฝ่ายมองว่า กสทช.มี “อำนาจเต็ม” ในการพิจารณา “อนุญาต” หรือ “ไม่อนุญาต” ดีลทรู-ดีแทค แต่ กสทช. ที่มีอำนาจล้นมือกลับรู้สึกว่า ตนเองไม่มีอำนาจ และยังต้องขอให้ “คนอื่น” มาช่วยคอนเฟิร์มว่า “ตนเองไม่มีอำนาจ”
มากไปกว่านั้น การส่งกฤษฎีกาตีความอำนาจตัวเองถึง 2 ครั้ง ทั้งที่ครั้งแรกได้ถูกปฏิเสธไปแล้ว แต่เมื่อ พล.อ.ประวิตร ขึ้นรับตำแหน่ง นายกฯ รักษาการได้เพียงวันเดียว กสทช. ก็ถือโอกาสยืมมือ นายกฯ ในการสั่งการให้กฤษฎีกาตีความอำนาจของตนเองอีกเป็นครั้งที่ 2 อันเป็นการเข้าข่ายว่า กสทช.กระทำการ “ขัดรัฐธรรมนูญ” โดยเปิดทางให้ “ฝ่ายบริหาร” เข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของ กสทช. ซึ่งเป็น “องค์กรอิสระ” ตามมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญ