ศิลปกรรม DPU คว้ารางวัลชนะเลิศ RISE+ Awards 2026 เปลี่ยนงานวิจัย “ร้อยรักษ์” สู่ธุรกิจสร้างรายได้ชุมชน
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) สร้างผลงานเด่นด้านการนำงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ หลังทีมนักวิจัย โดยผศ.กมลศิริ วงศ์หมึก คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และ ผศ.กมลวรรณ พัชรพรพิพัฒน์ สารสุข อาจารย์ประจำสาขาวิชาการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ คว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภทประชาชนทั่วไป จาก RISE+ Awards 2026 ด้วยผลงาน “Roi Ruk | ชุดของขวัญข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” การออกแบบที่นำทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ผ้าทอ และข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ของขวัญร่วมสมัยที่มีศักยภาพต่อยอดสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ พร้อมสร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชน
การประกาศรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ภายในมหกรรม IP x Venture RISE Thailand 2026 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างพื้นที่เชื่อมโยงงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา สู่ธุรกิจและการลงทุน เปิดโอกาสให้นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา และประชาชน นำผลงานวิจัยมาต่อยอดให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าในตลาดจริง
ผศ.กมลศิริ วงศ์หมึก คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า การประกวดครั้งนี้มีแนวคิดสำคัญในการผลักดันไม่ให้งานวิจัยสิ้นสุดอยู่เพียงองค์ความรู้หรือรายงานวิจัย แต่ต้องสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดผลิตภัณฑ์และคุณค่าในเชิงเศรษฐกิจ โดยโจทย์ของโครงการเปิดพื้นที่ให้นำผลงานวิจัยจากทั้งสายสังคมศาสตร์ และสายวิทยาศาสตร์ มาพัฒนาเป็นของที่ระลึกหรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างความสนใจให้แก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
การแข่งขันมีผู้เข้าร่วมส่งผลงานรวม 142 ทีมขณะที่ DPU ส่งผลงานเข้าร่วม 2 ทีม ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาผลงานในรูปแบบ Concept Artbook เพื่อจัดแสดงและนำเสนอต่อคณะกรรมการ กระทั่งผลงาน “Roi Ruk” สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครอง
สำหรับแนวคิดของ “Roi Ruk | ชุดของขวัญข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” เป็นการต่อยอดจากงานวิจัยที่ทีมนักวิจัยคณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชนทอผ้าร้อยรักษ์ อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ดมาอย่างต่อเนื่องโดยโครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ประจำปีงบประมาณ 2567โดยเริ่มจากการศึกษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสี ลวดลายผ้าทอ และการออกแบบ ก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ จนต่อยอดสู่แนวคิดใหม่ที่นำ “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” ซึ่งเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI มาเชื่อมกับภูมิปัญญาการทอผ้าของชุมชน
แนวคิดสำคัญคือการมองต้นทุนที่ชุมชนมีอยู่แล้วให้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ จากเดิมที่ชาวบ้านปลูกข้าวและทอผ้าเป็นกิจกรรมแยกส่วน นำมาสู่การออกแบบให้ ผ้าทอชุมชนทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของบรรจุภัณฑ์ข้าวและชุดของขวัญ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ทั้งข้าว ผ้าทอ และเรื่องราวของพื้นที่ ขณะที่บรรจุภัณฑ์ยังสามารถนำกลับมาใช้งานต่อได้ ลดการเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เพียงครั้งเดียว
ผลงานยังถูกต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในซีรีส์ที่สะท้อนคุณค่าของข้าวในหลายมิติ ประกอบด้วย“หอมกรุ่น” ข้าวหอมมะลิพรีเมียม “หอมหวาน” แครกเกอร์ที่พัฒนาจากเมล็ดข้าวหัก “หอมหวน” ผลิตภัณฑ์สกินแคร์สารต้านอนุมูลอิสระสกัดจากข้าวหอมมะลิ และ “หอมละมุน” ชาจากใบข้าวที่ไม่มีคาเฟอีน เพื่อแสดงให้เห็นว่าวัตถุดิบทางการเกษตรหนึ่งชนิดสามารถถูกออกแบบและเพิ่มมูลค่าได้มากกว่าการจำหน่ายในรูปแบบวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว
ผศ.กมลศิริ กล่าวอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลงานได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการ คือศักยภาพในการสร้างผลกระทบต่อชุมชนและความเป็นไปได้ในการพัฒนาสู่ธุรกิจจริงเนื่องจากแนวคิดดังกล่าวเกิดจากการลงพื้นที่และทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง จึงเข้าใจทั้งทรัพยากร วิถีชีวิต กระบวนการผลิต และข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
“นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องหมายถึงเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเสมอไป แต่อาจเป็นการออกแบบกระบวนการหรือการจัดระบบใหม่ จากสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้ว ทั้งการปลูกข้าว การทอผ้า และการแปรรูป เมื่อสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาเชื่อมโยงและออกแบบให้เกิดมูลค่า ก็สามารถสร้างผลกระทบต่อชุมชนได้จริง” ผศ.กมลศิริ กล่าว
อีกองค์ประกอบสำคัญคือแนวคิด “Every Innovation Has a Story – ทุกนวัตกรรมมีเรื่องราว” โดยทีมวิจัยนำเรื่องราวของทุ่งกุลาร้องไห้ อัตลักษณ์ชุมชน สีธรรมชาติ ลวดลาย วัสดุ ตลอดจนกระบวนการผลิต มาใช้เป็นองค์ประกอบของงานออกแบบตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ สื่อประชาสัมพันธ์ Concept Artbook ไปจนถึงการจัดแสดง ทำให้ภาพรวมของผลงานมีอัตลักษณ์และสามารถสื่อสารคุณค่าของพื้นที่ให้ผู้ชมเข้าใจและเกิดความรู้สึกร่วม
นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทีมวิจัยยังมองถึงการต่อยอดเป็น การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจเข้าไปเรียนรู้กระบวนการย้อมสีธรรมชาติ การทอผ้า การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว และการทำเวิร์กช็อปร่วมกับชุมชน เพื่อสร้างกิจกรรมและรายได้ให้เกิดขึ้นตลอดทั้งปี รวมถึงวางแนวทางนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด Modern Trade ร้านของฝาก สนามบิน และตลาดสำหรับองค์กรที่ต้องการของขวัญที่มีเรื่องราวและอัตลักษณ์ไทย
ผศ.กมลวรรณ กล่าวเสริมว่าที่ผ่านมา คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU ทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องนับจากการลงพื้นที่วิจัยในปี 2567 ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบพื้นที่จำหน่ายสินค้า ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ทอผ้าและพื้นที่อเนกประสงค์ให้เป็นจุดรวมตัวของคนในชุมชน พื้นที่เรียนรู้ และโชว์รูมสำหรับนำเสนอผลิตภัณฑ์ ซึ่งสะท้อนแนวทางการทำงานวิจัยที่มุ่งให้เกิดผลต่อเนื่องมากกว่าการสิ้นสุดลงเมื่อโครงการวิจัยเสร็จสิ้น
ผศ.กมลศิริ ระบุว่า ความสำเร็จจาก RISE+ Awards 2026 แสดงให้เห็นว่าคณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU ได้นำศาสตร์การออกแบบมาเชื่อมกับงานวิจัย ชุมชน และธุรกิจ ผ่านการสร้างอัตลักษณ์ การเลือกใช้สี วัสดุ รูปแบบผลิตภัณฑ์ Mood & Tone และการสื่อสารเรื่องราวอย่างเป็นระบบ โดยเตรียมนำผลงานดังกล่าวมาใช้เป็นกรณีศึกษาในการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษาเห็นกระบวนการจริงตั้งแต่การวิจัย การลงพื้นที่ การคิดเชิงออกแบบ การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการพัฒนาผลงานที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับชุมชนและมีศักยภาพเข้าสู่ตลาดได้จริง
ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เพิ่มเติมได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-fine-and-applied-arts

