ชลประทานตรวจร้านค้าก่อสิ่งก่อสร้างขวางถนนเข้า-ออก จ่อดำเนินคดี
วันที่ 12 ก.ค.65 ที่ สำนักงานกรมชลประทาน อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยานายอนุศักดิ์ ทองปรุง หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำที่ 4 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ อบต.พยอม และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังน้อย พร้อมกำลังเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงในการรื้อสิ่งปลูกสร้างตามที่ นายตะวัน อ่ำออมสิน หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมศูนย์ดำรงธรรม อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับหนังสือร้องทุกข์จากนายสุรชัย โคตรบุตรดี นายอำเภอวังน้อย ว่ามีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จากสิ่งก่อสร้างบังเส้นทางเข้า-ออก บริเวณปากซอย 9 ที่หน้าบ้านเลขที่ 518/1 หมู่ 5 ต.พยอม อ.วังน้อย ปลูกสิ่งก่อสร้างถาวรปิดบังเส้นทางเข้า-ออก ปากซอยทำให้มองไม่เห็นถนนหนทาง ที่จะเลี้ยวเข้า-ออกจากซอยทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และอ้างว่าปลูกสิ่งก่อสร้างรุกล้ำ ในทางสาธารณะ ตามที่นายอำเภอวังน้อย ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือสำนักงานชลประทานที่ 11 ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา
นายอนุศักดิ์ กล่าวว่าหลังจากที่ได้รับหนังสือทางอำเภอวังน้อย
จึงเข้าทำการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิดดังกล่าวจริง จึงแจ้งเตือนไปยังเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขรื้อถอน แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจนกระทั่งวันที่ 3 มิถุนายน 65 ตนส่งเจ้าหน้าที่นำหมายมาปิดเพื่อให้ผู้ปลูกสิ่งก่อสร้างอย่างถาวรให้ดำเนินการรื้อถอนเคลื่อนย้าย และวันนี้ 12ก.ค.65 ตนพร้อมเจ้าที่ตำรวจสภ.วังน้อย ปลัด อบต.พยอม พร้อมเจ้าที่ตำรวจทำการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบความคืบหน้า ปรากฏว่ายังไม่มีการเคลื่อนย้ายอยู่เหมือนเดิม อย่างไรก็ตามกรมชลประทานฯได้ประกาศโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาและสิ่งเหนือได้แจ้งเรื่องระงับและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ราชพัสดุซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวงพุทธศักราช 2485 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมมีความผิดตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุพุทธศักราช 2562ตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวงพุทธศักราช 2485 มาตรา 23 วรรค 1 ซึ่งกำหนดไว้ว่าห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้างแก้ไขหรือต่อเติมสิ่งก่อร้างหรือปลูกปักสิ่งใดหรือทำการเพาะปลูกรุกล้ำทางน้ำชลประทานชาญคองหรือปลูกปักสิ่งใดหรือทำการเพาะปลูกรุกล้ำทางน้ำชลประทานชานคลอง เขตครรลองหรือติดผนังเว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากหน่วยงานช่างชลประทานและ
ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุพุทธศักราช 2562 มาตรา 45 กำหนดได้ว่าผู้ใดที่เข้าไปในที่ราชพัสดุเพื่อยึดถือหรือครอบครองทั้งหมดหรือมีสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือเข้าไปทำการใดๆอันเป็นการรบกวนการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ