วช. “คลังสมองของประเทศ” สู่ปีที่ 63 “ทำอย่างเดียว แต่ตอบโจทย์ได้หลายอย่าง”
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 63 ถ้าเปรียบเป็นชีวิตคน ก็คือ คนที่มากไปด้วยประสบการณ์ ผ่านร้อนหนาวมายาวนาน
จาก “สภาวิจัยแห่งชาติ” ผ่านมาเป็น “สำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติ” ก่อนจะมาเป็น "สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ" และ “สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ” ในปัจจุบัน
แต่ไม่ว่าจะใช้ชื่อเสียงเรียงนามอย่างไร แต่ บทบาทของ วช.ตลอดระยะเวลา 62 ปีและก้าวเข้าสู่ปีที่ 63 ปี คือ “คลังสมองให้กับประเทศไทย”
“การเกิดขึ้นของ วช.คือการเป็นคลังสมองให้กับประเทศ ผ่านงานวิจัยและพัฒนาคู่กับงานทางด้านแผนงาน ทางด้านการศึกษา จากโครงการขนาดไม่ใหญ่นัก ประเด็นก็ทำเฉพาะตามความเชี่ยวชาญของผู้วิจัย ต่อมา มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาให้การสนับสนุนในแต่ละช่วงเวลา เมื่อเวลาเปลี่ยนผ่านไปพาร์ทเนอร์ก็มีมากขึ้น กลุ่มของผู้ที่เข้าร่วมทำงานกับ วช. ก็เติบโตขึ้นมาที่จะมีหน่วยงานเฉพาะทาง ทั้งในลักษณะของหน่วยให้ทุน ทั้งในลักษณะหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย รูปแบบของการทำงานและงานวิจัยก็ปรับเปลี่ยนไปเป็นนัยยะ มีการขยายของโครงการในลักษณะไม่ใหญ่เป็นชุดเป็นแผนงานที่ตอบโจทย์ในเชิงของแผนงานประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม จนถึงปัจจุบันการปฏิรูประบบวิจัยนวัตกรรมมีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เกิดขึ้น วช. ก็เข้ามาในยุคของ Generation ถ้านับเป็นช่วง 10 ปีก็เป็น Generation ที่ 6 เข้า 7 แล้ว เพราะฉะนั้น บทบาทขณะนี้ของ วช.ก็จะเป็นหน่วยบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรมหลักของประเทศที่มีการเติบโตและต้องมีการปรับเปลี่ยนในเชิงของการทำงานร่วมกับตัวโครงสร้างใหม่ๆ ที่เกิดในการวิจัยและนวัตกรรม” ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ฉายภาพการเติบโตของ วช.ให้เห็น
วช.เป็น 1 ใน 3 พาร์ทเนอร์ที่เข้ามาอยู่กับ อว.ในการก่อตั้งกระทรวงใหม่ พาร์ทเนอร์แรกด้านวิทยาศาสตร์ คือ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเดิม พาร์ทเนอร์ด้านวิจัยคือ วช. กับ สกว.เดิมและ พาร์ทเนอร์ด้านอุดมศึกษา คือ สกอ.เดิม กลายเป็นกระทรวงใหม่ เราเป็น 1 ใน 3 ถือว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านในยุคของ generation ที่ 6 เข้า 7 ถ้าแบ่งเป็นยุคละ 10 ปี ซึ่งตอนนี้ วช.ต้องมีการเตรียมการเตรียมตัวและมีฐานของการทำงานที่จะพัฒนาสู่การทำงานในลักษณะของการเป็นพาร์ทเนอร์ร่วม ในเรื่องของการนำความเข้มแข็ง ทั้งในด้านของวิทยาศาสตร์ วิจัยนวัตกรรมหรือภาคอุดมศึกษา
“รูปแบบการทำงานต่อจากนี้ วช.จะไม่ได้มองเฉพาะการทำหน้าที่ในการให้ทุนอุดหนุนวิจัย แต่เราจะมองในเรื่องของการวางเป้าหมายที่ให้ผลสำเร็จที่ตอบโจทย์ในเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ทั้งในลักษณะของยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แผนแม่บท ซึ่งมีเรื่องวิจัยนวัตกรรมเป็น 1 ใน 20 กว่าแผน แล้วที่สำคัญเรามียุทธศาสตร์ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือด้าน ววน. ซึ่งตรงนี้เป็นโจทย์ที่มีความท้าทายของ วช. ยังมีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในการปฏิรูปที่ วช.ต้องทำให้เกิดการวางยุทธศาสตร์ในการทำงาน ก็คือการมีนวัตกรรมด้านกองทุน ววน. ซึ่งรูปแบบของการดำเนินการภายใต้การรับงบประมาณจากกองทุนก็มีความแตกต่างจากการรับงบประมาณในระบบงบประมาณเดิมที่ วช. และอีกหลายๆหน่วยได้รับ”
ขณะเดียวกันยังมีในเรื่องของนวัตกรรมทางการบริหาร เรื่องของการมีบอร์ดระดับประเทศใหม่เกิดขึ้น คือสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเดิมเรื่องอุดมศึกษา เรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการวิจัย เรื่องนวัตกรรม 4 อย่างนี้แยกหมด แต่ตอนนี้ถูกจับมัดรวมเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเชิงนโยบายภายใต้บอร์ดเดียว มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ปลัดกระทรวง อว.เป็นเลขานุการ ยังมีคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ทำหน้าที่ในการจำกัดกองทุน ววน. ซึ่งเหล่านี้เป็นนวัตกรรมในการบริหารที่ วช.จะต้องเข้าไปทำงานและก็วางหมุดหมายในการทำงานร่วมกับความสามารถที่เกิดขึ้นใหม่ ฉะนั้น วช. ต้องมีความมุ่งมั่นเข้มแข็ง และมีการวางความปรารถนาหรือความอยากที่ทำให้คนของ วช. สามารถที่จะทำงานในความหลากหลายของมิติในการบริหารที่เกิดขึ้นได้อย่างท้าทาย
วช. เป็นหน่วยงานราชการก็จริง เราเติบโตภายใต้ระบบการทำงานที่มีเรื่องระบบระเบียบของการบริหารราชการแผ่นดินเป็นฐานในการทำงาน แต่ วช.ไม่มีข้อติดขัดในการทำงานภายใต้ระบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของการรับลูกจากกระทรวงในเชิงยุทธศาสตร์ การรับการวางเป้าหมายผลสำเร็จจากตัวกองทุน ววน. จากคณะกรรมการ กสว. หรือสภานโยบาย วช. สามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานที่มีความหลากหลายแตกต่างในฐานะหน่วยงานราชการ ทำงานร่วมกับรัฐวิสาหกิจ ทำงานร่วมกับองค์กรมหาชน ทำงานร่วมกับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น หรือภาคเอกชน หรือกลุ่มวิสาหกิจ หรือพาร์ทเนอร์ผู้รับประโยชน์ ภาคเอกชน วช. สามารถทำงานได้ และมีผลสำเร็จที่ทำงานสามารถเชื่อมโยงกับบทบาทหน้าที่หลักร่วมของ วช. ได้อย่างไม่ติดขัด ฉะนั้นในการวางเป้าหมายในการเติบโตของ วช. ต่อจากนี้ วช. สามารถที่จะวางกลไกการทำงาน วางรูปแบบแผนงาน การวางเป้าหมายในการทำให้เกิดความสำเร็จ โดยเฉพาะตอนนี้ประเทศพูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมเป็นหมุดหมายหลัก
ฉะนั้นงานที่ วช. ให้การสนับสนุนจะไม่ได้เกิดเฉพาะของการมีชุดความรู้ แต่เราจะมีชุดข้อมูล มีกลไก มีกระบวนการ มีเทคโนโลยีที่จะทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ตอบโจทย์ในแต่ละหมุดหมายตามยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการพัฒนาสร้างกำลังคน นักวิจัยรุ่นใหม่ นักวิจัยรุ่นกลาง หรือนักวิจัยขั้นแนวหน้า ในแต่ละความต้องการของเทคโนโลยีของประเทศ วช. วางในเรื่องของกลไกการทำงานแบบนี้รองรับไว้แล้ว
ในแต่ละปี วช.มีการสนับสนุนในเรื่องของนักวิจัยรุ่นใหม่หรือนักวิจัยในกำลังคนที่เป็นความต้องการของประเทศเป็นหลักหลายร้อยและก็สะสมเป็นหลักพันเป็นจำนวนมาก สามารถใช้ในการตอบโจทย์ตัวชี้วัดในระดับมาตรฐานสากล OECD หรือในเรื่องการทำงานที่เป็นเรื่องของการวัดและเปรียบเทียบสมรรถนะ วช.ทำเรื่องเหล่านี้อยู่ แล้วในเรื่องของตัวผลสำเร็จจากงานวิจัย ตอนนี้จะไม่ได้ทำงานเพื่อที่จะทำให้เกิดการสนับสนุนในเรื่องของความเชี่ยวชาญนั้นๆ แต่เพียงอย่างเดียว แต่ว่าต้องเป็นการทำงานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จที่ตอบโจทย์ความต้องการในเชิงของการยกระดับประสิทธิภาพ การแก้ไขปัญหา การวางเป้าหมายที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนทั้งเชิงเศรษฐกิจ มิติคุณภาพทางด้านชีวิตและมิติคุณภาพทางด้านสังคม ซึ่งตรงนี้ วช. มีการวัดผลทั้งในเรื่องของตัวงานในเชิงของเป้าหมาย ในเรื่องของตัวการประเมินผลตอบแทนทางสังคม ในเรื่องของการทำงานร่วมกับภาคพื้นที่อยู่เป็นจำนวนมาก แล้วก็ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาในเชิงของแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับมิติเชิงนโยบาย
อย่างเช่นในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของการบริหารจัดการน้ำ เรื่องของตัวผู้สูงวัยหรือกลุ่มเปราะบาง แล้วก็ในเรื่องของการวางคุณภาพชีวิตและสังคมอย่างเช่นในเรื่องของถนนปลอดภัย ในเรื่องของมิติทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสรรพศาสตร์ เหล่านี้เป็นเป็นฐานที่มีความเข้มแข็งของ วช. ในการทำงาน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ วช.ที่เดินหน้ามาก่อนจนถึง วช.ในปัจจุบัน
ฉะนั้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนหรือจะต้องเดินต่อในช่วงระยะเวลาหลังจากนี้ วช. ก็สามารถจะเดินหน้าคู่กับหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. นอกกระทรวง แล้วก็สามารถที่จะรับนโยบายในเชิงของการขับเคลื่อนได้อย่างไม่ติดขัด 60 ปี วช. 62 ปี วช. และมากกว่านี้ วช.ก็สามารถเดินหน้าอย่างมั่นคงด้วยวิจัยและนวัตกรรม
แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เทคโนโลยีเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นค่อนข้างเยอะ วช.ก็ต้องเตรียมตัววางรูปแบบให้ทัน ตอนนี้มีคิวที่น่าสนใจคือเรื่องของการเป็นศูนย์กลางของคนเก่ง (Hub of Talent) ศูนย์กลางองค์ความรู้ (Hub of knowledge) แต่การทำงานเราจะไม่แยกส่วนให้เป็นการพัฒนาเฉพาะคน แต่เราต้องสามารถที่จะทำให้เกิดการจัดกลุ่มก้อนหรือเครือข่ายของการทำงาน ส่งเสริมตั้งแต่นักวิจัยรุ่นใหม่ มีนักวิจัยรุ่นกลางที่เติบโตมาแล้ว กับนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญร่วมมาให้เกิดการทำงานในตัวองค์ความรู้ที่เป็นความต้องการของประเทศ
อย่างเรื่องของ AI หรือในเรื่องของเทคโนโลยีเฉพาะที่มีความต้องการ เรื่องของควอนตัม เรื่องของตัวงานที่ถูกหยิบยกมาเรื่องของอวกาศ เราไม่ได้มองลักษณะของวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ แต่มองว่าวิทยาศาสตร์เหล่านี้จะทำให้เราคิดแล้วก็สามารถทำให้นักวิจัยรุ่นใหม่สามารถเติบโตในการนำตัวเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญใหม่ๆ ให้สามารถทำงานร่วมกับท่านผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีการเติบโตแล้วก็อายุมากขึ้น แต่ท่านสามารถที่จะกลับเข้ามาร่วมทำงานกับทีมงานรุ่นใหม่ อันนี้คือกลไกทำงานที่ วช. พยายามที่จะออกแบบ ดังนั้นจะเห็นภาพว่าโครงการหรือว่าแผนงานที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการพัฒนานักวิจัยแต่ละรุ่นจะไม่ได้ให้การเติบโตเป็นการแยกส่วน แต่จะมีการทำงานในลักษณะของการเป็นเครือข่ายและกลุ่มก้อนอยู่ มีคลัสเตอร์ มีลักษณะของการทำงานที่มีการติดตาม และให้นักวิจัยสามารถทำงานตามความเชี่ยวชาญด้วย ขณะเดียวกันก็ให้ท่านคิดในเรื่องโจทย์ความต่อเนื่องในเรื่องของการจัดการที่จะใช้ประโยชน์ไปร่วมด้วย
“ที่สำคัญ วช.จะไม่ทำหลายอย่าง แต่จะทำอย่างเดียว แต่สามารถตอบโจทย์ได้หลายอย่าง”ดร.วิภารัตน์ ระบุ