ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เผยหน่วยงานด้านวัคซีนในประเทศไทยมีศักยภาพพร้อมผลิตวัคซีนโควิด 19
วันที่ 24 พ.ค. นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) ให้สัมภาษณ์ว่า ความพยายามพัฒนาวิจัยวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด 19) เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยได้ผลทดสอบที่เป็นบวกในสัตว์ทดลองขนาดเล็กและเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบในสัตว์ทดลองขนาดใหญ่ ซึ่งหากการทดสอบได้ผลดีก็จะสามารถเริ่มกระบวนการทดสอบในคนต่อไป
นพ.นคร กล่าวว่า นอกจากพัฒนาการด้านการวิจัยวัคซีนโควิด 19 แล้วยังคงไม่เพียงพอ เพราะหากวิจัยได้ผลดีแต่ไม่มีโรงงานผลิตหรือโรงงานศักยภาพไม่เพียงพอจะทำให้ประเทศเสียโอกาส
ในการผลิตวัคซีนใช้เอง ดังนั้นคณะผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนจากหน่วยงานต่าง ๆ และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ
จึงได้ร่วมกันลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าและความพร้อมในการผลิตวัคซีนโควิด 19 ของหน่วยงานเครือข่ายด้านการผลิตวัคซีน จำนวน 4 แห่ง คือ บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด โครงการจัดตั้งศูนย์เสริมสร้างอุตสาหกรรมชีวภาพจากนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล โรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ องค์การเภสัชกรรม จ.สระบุรี โดยภาพรวมปัจจุบันหน่วยงานด้านการผลิตวัคซีนในประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานสำคัญเกือบครบวงจร
“การที่ประเทศจะต้องลงทุนและให้การสนับสนุนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามพิมพ์เขียว (Blueprint) เพื่อการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโควิด 19 ของประชาชนไทยนั้น จะต้องนำศักยภาพของแต่ละหน่วยงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีน กำลังการผลิตและบรรจุ การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานผู้ผลิตในประเทศ” ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ระบุ
นพ.นคร กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยยังมีการบ้านที่ต้องทำต่อเนื่องไปพร้อม ๆ กันอีกหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 เป็นวาระแห่งชาติที่ดำเนินการร่วมกันหลายหน่วยงานจึงต้องบริหารจัดการโครงการอย่างเป็นระบบ และครอบคลุม การเตรียมแผนงานด้านกำลังการผลิต และการประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ในขั้นตอนการพิจารณาทำการทดลองในมนุษย์ การขึ้นทะเบียนวัคซีนและการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม ทั้งนี้หากเราลงทุนภายใต้ศักยภาพของประเทศที่มีอยู่ และสามารถผลิตวัคซีนป้องกันโควิด 19 ได้เพียงพอต่อความต้องการใช้โดยเร็วที่สุดก็จะตอบโจทย์ของพิมพ์เขียวเพื่อการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโควิด 19 ของประชาชนไทยได้อย่างแท้จริง