เปิดตัวพันธมิตรใหม่ร่วมเดินหน้าโครงการซีซั่น 2 ผนึกเอกชน-รัฐดึงจุดแข็งอุตฯอาหารปั้นกรุงเทพ สู่ “แบงค์คอกฟู้ดเทคซิลิคอนวัลเลย์”

ประชาสัมพันธ์3 ก.ค. 2563 • 21:24 น.
 เปิดตัวพันธมิตรใหม่ร่วมเดินหน้าโครงการซีซั่น 2 ผนึกเอกชน-รัฐดึงจุดแข็งอุตฯอาหารปั้นกรุงเทพ สู่ “แบงค์คอกฟู้ดเทคซิลิคอนวัลเลย์”
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมกับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัวพันธมิตรใหม่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในการร่วมสนับสนุนโครงการสเปซ-เอฟ รุ่นที่ 2 ซึ่งถือเป็นโครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตทางธุรกิจเทคโนโลยีอาหารระดับโลกแห่งแรกของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ขับเคลื่อนโดยหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนชั้นนำของประเทศ เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพในการสร้างนวัตกรรมอาหารที่ผสานเทคโนโลยีขั้นสูงในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ห่วงโซ่อุปทานอาหารของโลกที่ต้องการอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีความปลอดภัยในยุคโควิด-19 นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจาก บริษัท เบทาโกร จำกัด และบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด เสริมทัพสนับสนุน และพร้อมเดินหน้ายกระดับกรุงเทพฯ จาก “ฟู้ดพาราไดส์” ให้กลายเป็น “แบงค์คอกฟู้ดเทคซิลิคอนวัลเลย์” ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “นวัตกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากวิกฤตการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสทองของการพัฒนานวัตกรรมที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์การดำเนินวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ซึ่งจากจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหารของไทยที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ครัวของโลก” ทำให้ NIA เห็นโอกาสสร้างการเติบโตให้กับสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหารให้มีศักยภาพทัดเทียมต่างประเทศ โดยอาศัยกลไกการสนับสนุนที่จำเพาะ เป็นรูปธรรม และมีการเชื่อมโยงความร่วมมือกับผู้เล่นที่สำคัญในระบบนิเวศ เพื่อให้สตาร์ทอัพเข้าถึงปัจจัยที่จำเป็น ได้แก่ แหล่งเงินทุน ตลาด ผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ สถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก และบุคลากรที่มีศักยภาพ จึงได้ร่วมกับพันธมิตรริ่เริมโครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตทางธุรกิจเทคโนโลยีอาหารระดับโลกแห่งแรกของประเทศไทย หรือ “สเปซ-เอฟ” ขึ้น โดยปีนี้จัดเป็นรุ่นที่ 2 ซึ่งในครั้งนี้นอกจากจะมีพันธมิตรเดิมที่เข้มแข็งอย่างบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว ยังได้ 3 พันธมิตรใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยบริษัท เบทาโกร จำกัด และบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด เพื่อร่วมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างให้เกิดการยอมรับในระดับสากลในด้านการพัฒนาและการลงทุนด้านนวัตกรรมอาหาร” นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 2 ของโครงการสเปซ-เอฟ ที่ไทยยูเนี่ยนได้ก่อตั้งขึ้นร่วมกับภาครัฐ นับเป็นปีที่อุตสาหกรรมอาหารต้องเผชิญความท้าทายหลายประการจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างทำให้ทั่วโลกต้องปรับตัวเข้ากับ new normal รวมถึงการผลิตอาหารด้วยความยั่งยืนและนำนวัตกรรมมาเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของประชากรโลกที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น นวัตกรรมและกระบวนการใหม่ ๆ รวมถึงความปลอดภัยในการผลิตอาหารจะมีความสำคัญยิ่งขึ้น นับเป็นเวลาที่ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่และสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วต้องร่วมมือกัน ไทยยูเนี่ยนมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสเปซ-เอฟ และขอต้อนรับภาคเอกชนที่ปีนี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นฟู้ดเทคซิลิคอนแวลเลย์ ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารให้ยั่งยืนต่อไป "ผมขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวพันธมิตรใหม่ เพื่อสนับสนุนโครงการสเปซ-เอฟ ในปีนี้ นับเป็นปีที่ 2 แล้วที่ไทยยูเนี่ยนมีความภาคภูมิใจที่ได้ก่อตั้งโครงการนี้ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและมหาวิทยาลัยมหิดล เราขอต้อนรับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เบทาโกร จำกัด และ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด ที่มาร่วมกันพัฒนาโครงการสเปซ-เอฟ ร่วมกันต่อไป​ ในปีนี้ อุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกได้รับผลกระทบในวงกว้างจากโควิด-19 ส่งผลให้เราต้องมองหาวิธีการใหม่ๆ ในการรับมือกับความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค ตลอดจนการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ใช้ในการผลิตอาหาร สำหรับไทยยูเนี่ยน นวัตกรรมเป็นหนึ่งในเสาหลักของการดำเนินธุรกิจของเรา เรามีศูนย์นวัตกรรมไทยยูเนี่ยน ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์มากกว่า 120 คน วิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อผู้บริโภค แต่ในอุตสาหกรรมอาหาร เราจะเห็นว่ามีสตาร์ทอัพใหม่ๆ เกิดขึ้นและมีนวัตกรรมที่น่าสนใจที่สร้างการเติบโตทางธุรกิจ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไทยยูเนี่ยนร่วมก่อตั้ง สเปซ-เอฟ โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตให้กับสตาร์ทอัพ เพื่อช่วยให้สตารท์อัพที่ร่วมโครงการสามารถเติบโตท่ามกลางสภาวะธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง และทำให้สตาร์ทอัพเหล่านี้พัฒนาแนวคิดต่างๆ ขึ้นเป็นรูปธรรมได้สำเร็จ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โครงการสเปซ-เอฟ ได้จัดงาน เดโม เดย์ สำหรับสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการประเภทเร่งการเติบโตธุรกิจ ในปีแรก และนี่คือเหตุผลที่ทั้งบริษัท ไทยยูเนี่ยน และตัวผมเอง รู้สึกตื่นเต้นที่ได้สนับสนุนโครงการสเปซ-เอฟ มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คือการสนับสนุนระบบนิเวศน์ของสตาร์ทอัพในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทำความรู้จักสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหาร และมีความเป็นไปได้ที่จะได้ร่วมงานกันในอนาคต ปัจจุบันนี้ สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการในปีแรกมีความกระตือรือร้น มีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ ทำให้ผมยิ่งตื่นเต้นที่ได้เห็นว่าโครงการสเปซ-เอฟมีศักยภาพในการสร้างธุรกิจกับไทยยูเนี่ยน และยังช่วยพัฒนาประเทศไทยอีกด้วย ในเรื่องของโอกาสและการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพเหล่านี้ ตั้งแต่งานเดโม เดย์ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนได้มีการพูดคุยกับหลายสตาร์ทอัพจากโครงการสเปซ-เอฟ ปีที่ 1 ถึงโอกาสและความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะร่วมมือกันในอนาคต อาทิเช่น เรากำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์และอาหารสัตว์เลี้ยงที่มาจากโปรตีนทางเลือก นอกจากนี้ยังมีการทดลองบางผลิตภัณฑ์ของสตาร์ทอัพในกระบวนการผลิตของบริษัทในเรื่องการช่วยเพิ่มคุณภาพให้กับผลิตภัณฑ์และการลดต้นทุนในการผลิต สำหรับสตาร์ทอัพบางบริษัท ไทยยูเนี่ยนให้ความช่วยเหลือในเรื่องโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มปริมาณการผลิตในประเทศไทย และไทยยูเนี่ยนยังมีแผนการร่วมลงทุนในอนาคตอีกด้วย ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ โดยจะมีประกาศความร่วมมือนี้ให้ทราบต่อไป ในด้านการสร้างระบบนิเวศน์เทคโนโลยีอาหารในประเทศไทยนั้น ผมมีความยินดีที่ได้เห็นว่าโครงการสเปซ-เอฟได้รับความสนใจและการสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น ผ่านบริษัทเอกชนต่างๆ ที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับเราในปีที่ 2 นี้ ผมเชื่อว่าภาคเอกชนจะสามารถนำองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เข้ามาช่วยให้โครงการประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นไป โครงการสเปซ-เอฟ ในปีที่ 2 เริ่มเปิดรับสมัครในเดือนที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากสตาร์ทอัพทั่วโลก เนื่องจากโครงการในปีแรกประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ประกอบกับมีบริษัทต่างๆ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรมากขึ้น นอกจากนี้เรายังเห็นบรรยากาศการสนับสนุนสตาร์ทอัพมากขึ้น เช่น งาน hackathons หรือโครงการเร่งการเติบโตสตาร์ทอัพอื่นๆ ในกรุงเทพฯ นอกเหนือจากสเปซ-เอฟ ของเรา สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยที่จะก้าวขึ้นเป็นซิลิคอน แวลเลย์ ด้านเทคโนโลยีอาหาร และมีระบบนิเวศน์เทคโนโลยีอาหารที่สมบูรณ์ต่อไป ด้วยพันธมิตรที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โครงการสเปซ-เอฟจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถ และศักยภาพในการสนับสนุนสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการได้ดียิ่งขึ้น ในนามโครงการสเปซ-เอฟ ผมขอต้อนรับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เบทาโกร จำกัด และ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด อีกครั้ง" นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการสเปซ-เอฟ เป็นโครงการที่เป็นศูนย์รวมให้องค์กรต่าง ๆ ได้เข้ามาแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และการสนับสนุนด้านการเงิน ไทยเบฟมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสเปซ-เอฟ เพื่อผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ไทยเบฟได้ดำเนินธุรกิจโดยนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ มาปรับใช้เป็นแนวทางกำหนดเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายที่ 3: การมีสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี และเป้าหมายที่ 17: ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การเข้าร่วมโครงการสเปซ-เอฟ ในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสที่ดีให้ไทยเบฟได้ทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ที่จะทำให้ไทยเบฟบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ศาสตราจารย์ นายแพทย์ บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่รัฐบาลโดยกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีแผนชัดเจนที่เป็นรูปธรรมในการส่งเสริมนวัตกรรมผ่านสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรม ทั้งไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป และไทยเบฟ นับเป็นองค์กรธุรกิจที่ได้รับการยอมรับในระดับแนวหน้า พร้อมทั้งการสนับสนุนด้านวิชาการและผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ผนึกกำลังร่วมผลักดันโครงการ SPACE-F ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ที่เน้นส่งเสริมสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมอาหารและการจัดการธุรกิจอาหาร โครงการนี้จะช่วยสนับสนุนเป้าหมายสูงสุดของประเทศ ในการก้าวขึ้นสู่การเป็นฟู้ดเทคซิลิคอนแวลเลย์ด้านเทคโนโลยีอาหารแห่งแรกของประเทศไทยที่มีเครือข่ายระดับโลก และเป็นโครงการสำคัญที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จสู่ระดับนานาชาติได้ นอกจากช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจจากฐานรากด้านเกษตรและอาหารที่มั่นคงของประเทศไทยแล้ว โครงการ SPACE-F ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ในการนำองค์ความรู้เชิงวิชาการและงานวิจัยที่สั่งสมในองค์กรมาใช้ ทั้งยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาและบุคลากรรุ่นใหม่ของประเทศได้เป็นอย่างดี มหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะผู้ร่วมโครงการ จึงยินดีสนับสนุนทั้งด้านวิชาการและการวิจัย รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาที่พร้อมให้คำปรึกษา เพื่อให้ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมในโครงการฯ เราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการ SPACE-F คือการประสานพลังของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับธุรกิจ ที่จะช่วยนำไปสู่ความสำเร็จของอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก”