“กฤษฎา” ฝากที่ประชุมสมาคมสันนิบาตเทศบาลฯ ขบคิด ทำอย่างไรให้เทศบาลมีความเป็น “อิสระอย่างเหมาะสม”

ประชาสัมพันธ์22 มิ.ย. 2566 • 11:49 น.
“กฤษฎา” ฝากที่ประชุมสมาคมสันนิบาตเทศบาลฯ ขบคิด ทำอย่างไรให้เทศบาลมีความเป็น “อิสระอย่างเหมาะสม”

“กฤษฎา” ฝากที่ประชุมสมาคมสันนิบาตเทศบาลฯ ขบคิด ทำอย่างไรให้เทศบาลมีความเป็น “อิสระอย่างเหมาะสม” กับการเป็นหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นที่สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ควรบังคับให้ อปท. ใส่เสื้อโหลเหมือนกันทั้งประเทศ เหตุ อปท.แต่ละแห่งมีความพร้อมไม่เหมือนกัน

วันที่ 22 มิถุนายน 2566 นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เป็นประธานเปิดงานการประชุมและการสัมมนาทางวิชาการสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2556 ณ อิมแพคชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,500 คน โดยนายกฤษฎา กล่าวว่า เทศบาลถือเป็นหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ที่มีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนเนื่องจากมีเขตพื้นที่ความรับผิดชอบเหมาะสมกับ ภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบทำให้เทศบาลสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ตรงตาม ความต้องการของประชาชน ในพื้นที่ได้มากที่สุด ในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะเทศบาลหลายแห่งสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามอำนาจหน้าที่และนโยบายของรัฐบาล โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางเป็นต้น ในฐานะที่ตนเคยได้ทำงานใกล้ชิดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบลมาก่อน

นายกฤษฎา กล่าวว่า โดยในปี 2566 สถาบันปิดทองฯ ได้เป็นหน่วยงานกลางในการประสานการซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กในเขตลุ่มน้ำมูล ให้แก่ส่วนราชการที่จะโอนมอบให้แก่เทศบาล และ อบต. เพราะเทศบาล และ อบต. ไม่สามารถรับโอนมอบที่ยังไม่เรียบร้อยมาได้ ดังนั้นขอถือโอกาสนี้ ฝากข้อคิดเห็นและข้อพิจารณาไว้ให้ที่ประชุมสัมมนาสันนิบาตได้ขบคิดว่า จะทำอย่างไรให้เทศบาลมีความเป็นอิสระอย่างเพียงพอหรือเหมาะสมกับการเป็นหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นที่สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอเน้นคำว่า "อิสระอย่างเหมาะสม" และ "ประสิทธิภาพ" ซึ่งในการที่จะทำให้เทศบาลมีอิสระอย่างเพียงพอได้นั้น เราน่าจะกลับมาทบทวนว่าภารกิจหรือหน้าที่ ซึ่งเทศบาลรับผิดชอบอยู่ในปัจจุบันนั้น เหมาะสมกับความพร้อมในการจัดเก็บภาษี หรือรายได้ของเทศบาลแต่ละแห่งอย่างพอเพียงหรือไม่  

นายกฤษฎา กล่าวต่อไปว่า ตนเห็นว่าถ้าเทศบาลได้กำหนดอำนาจหน้าที่และภารกิจ ให้เหมาะสมกับศักยภาพในการจัดเก็บรายได้ หรือภาษีท้องถิ่นได้อย่างเพียงพอต่อการทำหน้าที่ของเทศบาล โดยไม่ต้องอาศัยเงินงบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาลหรือราชการส่วนกลางแล้ว รวมถึงการถ่ายโอนงานต่างๆ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจนกว่าปัจจุบันด้วย จึงน่าจะทำให้เทศบาลมีอิสระในการทำงานที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรัฐบาลหรือราชการส่วนกลางก็ไม่ต้องออกกฎหรือระเบียบมากำกับดูแลการทำงานของเทศบาลจนขาดความเป็นอิสระมากเกินไป จนทำให้เกิดปัญหาว่ารัฐบาลไม่ยอมกระจายอำนาจให้ประชาชนจัดการตนเอง ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงกันในปัจจุบัน

“ดังนั้น การกำหนดภารกิจของเทศบาลแต่ละแห่ง จึงไม่ควรกำหนดให้เหมือนกันทุกเทศบาล ควรกำหนดการกิจและหน้าที่ตามศักยภาพในการหารายได้หรือการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นของเทศบาลไม่ควรตัตเสื้อโหลมาบังคับให้ทุกเทศบาลใส่เหมือนกัน หวังว่า ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน จะได้นำความรู้จากวิทยากร และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานของแต่ละเทศบาลมาระดมความคิดเห็น ระหว่างกันเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อพัฒนาท้องถิ่น และประเทศชาติ  ขอขอบคุณผู้บริหารเทศบาล สมาชิกสภาเทศบาล พนักงานเทศบาลและลูกจ้างเทศบาลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง สามารถดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้เป็นอย่างดีในการสร้างนวัตกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา สิ่งแวดล้อมและ โครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนคนท้องถิ่น” นายกฤษฎา กล่าว