พณิชยการหัวหินใช้คิวอาร์โค้ดเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างความปลอดภัยทางถนน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสัตวแพทย์ปกรณ์ สุวรรณประภา หรือ หมอแมน ประธานมูลนิธิคนเห็นคน ลงพื้นที่โรงเรียนพณิชยการหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อตรวจติดตามความคืบหน้า การบริหารจัดการด้านความปลอดภัยทางถนน ก่อนเดินหน้า ขับเคลื่อนโครงการ Thailand Big Move Road Safety ในระยะที่ 2 ซึ่งมีเป้าหมายในการดึงนักเรียนมัธยมและอาชีวะ ให้ออกมามีส่วนร่วมลดอุบัติเหตุสู่เส้นทางถนนปลอดภัย โดยใช้ศักยภาพที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางถนน โดยมีทีมผู้บริหารโรงเรียนคอยต้อนรับ
นายบัณฑิต มีแก้ว หัวหน้างานวิจัยและนวัตกรรม โรงเรียนพณิชยการหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า รถจักรยานยนต์ เป็นพาหนะที่นักเรียน นักศึกษา จำนวนกว่า 20 – 30 เปอร์เซ็น ใช้ในการสัญจรเดินทางมาเรียนหนังสือ โดยใช้ถนนเพชรเกษม ซึ่งเป็นถนนใหญ่มีรถวิ่งจำนวนมาก แต่ละปีมีเด็กนักเรียน นักศึกษา ประสบกับอุบัติเหตุบนท้องถนนซึ่งมีทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต ทางโรงเรียนจึงจัดกิจกรรมโครงการรักชีวิตต้องคิดสวมหมวก เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียน นักศึกษา ใส่หมวกกันน๊อคในขณะขับขี่ โดยใช้แอปพลิเคชันบันทึกการสวมหมวกนิรภัยด้วยคิวอาร์โค้ด ที่นักศึกษาระดับ ปวส.2 สาขาคอมพิวเตอร์จัดทำขึ้น เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงของการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นบริเวณศีรษะจากอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยใช้แอปพลิเคชันบันทึกการสวมหมวกนิรภัยด้วยคิวอาร์โค้ด ที่นักศึกษาระดับ ปวส.2 สาขาคอมพิวเตอร์จัดทำขึ้น เพื่อความสะดวกในการบันทึกและตรวจเช็คข้อมูล จนนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยทางถนน
“เด็กวัยรุ่นที่ใช้จักรยานยนต์แต่มักจะไม่ชอบใส่หมวกกันน็อค แต่เราจะทำยังไงให้เขาเห็นว่าถ้าใส่หมวกกันน็อคแล้วจะช่วยในการป้องกันอันตรายต่างๆที่เกิดขึ้น ก็บังคับแลกกับการให้คะแนนพฤติกรรม โดยมีฝ่ายปกครองคอยตรวจดู เมื่อช่วงปีที่ผ่านมาสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประสานงานเข้ามาและมีงบประมาณให้ จังมาคุยกับเด็กนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่จะทำโปรเจคจบ เขาก็คิดไอเดียขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาที่น้องๆไม่ใส่หมวกกันน็อค ก็เลยเขียนโปรแกรมเก็บข้อมูลว่าใครใช้รถจักรยานยนต์และไม่สวมใส่หมวกกันน็อค แล้วก็ปรึกษากันจนเกิดขึ้นมาเป็นโปรแกรมเก็บข้อมูลหมวกกันน็อคด้วยคิวอาร์โค้ด ” นายบัณฑิต กล่าว
การใช้ระบบสแกนคิวอาร์โค้ด ทางนักศึกษาได้จัดทำโดยทดลองติดตั้งแอปพลิเคชัน เพื่อใช้ในการตรวจเช็คข้อมูลการสวมหมวกของนักเรียนและนักศึกษาที่ขับขี่รถจักรยานยนต์มาโรงเรียน เพียงแค่ใช้อุปกรณ์มือถือที่ติดตั้งแอปพลิเคชันดังกล่าวส่องที่สติ๊กเกอร์พลาสติก ที่มีสัญลักษณ์ QR Code ติดอยู่บนหมวกกันน็อค จนสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่และลดความรุนแรงความสูญเสียจากการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งจากสถิติพบว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้ที่ไม่สวมหมวกนิรภัยจะได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะมากกว่าผู้ที่ไม่ได้สวมหมวกนิรภัยถึง 2-3 เท่า
นายบัณฑิต กล่าวต่อว่า แรกเริ่มทำยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เด็กไม่ได้สนใจ เลยเอาคะแนนเข้ามาร่วมกำหนดว่าถ้าไม่ใส่ หมวกกันน็อค 3 ครั้ง จะโดนหักคะแนน ทุกคนก็เลยเปลี่ยนมาใส่ โดยที่เราให้ความรู้เรื่องการขับขี่อย่างไรให้ปลอดภัยรวมถึงประโยชน์ของหมวกกันน็อค ว่าหากไม่ใส่แล้วจะเกิดอะไรขึ้น หรือหากว่าเกิดอันตรายอะไรกับตัวเองก็จะเป็นภาระคนอื่น ซึ่งเมื่อจบโครงการนี้ ได้เห็นวินัยในการใส่หมวกกันน็อค ดูจากยอดการบันทึกผ่านแอปพลิเคชันเห็นเด็กที่สวมใส่หมวกกันน็อคขับขี่มาโรงเรียนอยู่ที่ 65 -70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าดีขึ้นในระดับหนึ่ง และ ปีที่แล้ว อุบัติเหตุที่ร้ายแรงเสียชีวิตเกิดกับเด็กเราก็ไม่มีเลย นอกจากว่าเขาเบรกแล้วล้มเองคือล้มเองไม่ใช่เกิดอุบัติเหตุชนกัน
ด้านนายภาณุพงศ์ สุขศรี นักศึกษาชั้น ปวส.2 สาขาคอมพิวเตอร์ ยอมรับว่า โครงการรักชีวิตต้องคิดสวมหมวก ทำให้เพื่อนๆและคนอื่นๆ หันมาใส่หมวกกันน็อคขับขี่มาโรงเรียนมากขึ้น และถ้าไม่ใส่อาจารย์ก็จะหักคะแนน และมันจะส่งผลต่อการทำโครงการจบการศึกษา
รายงานข่าวแจ้งว่า อย่างไรก็ตามมีการเตรียมเปิดเวทีจุดประกายให้เด็กมัธยมและอาชีวะ ออกมาร่วมแสดงศักยภาพ และทักษะความรู้ความสามารถที่มี มาร่วมขับเคลื่อนงานด้านอุบัติเหตุ ตามแผนการดำเนินงาน โครงการ “ Thailand Big Move Road Safety” ระยะที่ 2 ซึ่งมีเป้าหมายในการดึงนักเรียนมัธยมและอาชีวะ ให้ออกมามีส่วนร่วมลดอุบัติเหตุสู่เส้นทางถนนปลอดภัย โดยใช้ศักยภาพที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางถนน โดยคาดว่าจะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม