อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ “วรวิทย์” เผยทำไมเด็กพิการถึงมีแต่ Check in แต่ไม่ค่อยCheck out

ประชาสัมพันธ์5 มิ.ย. 2566 • 08:27 น.
อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ “วรวิทย์” เผยทำไมเด็กพิการถึงมีแต่ Check in แต่ไม่ค่อยCheck out

น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร ร.น. อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงการนำคณะเป็นตัวแทนมอบสิ่งของจำเป็นสำหรับน้องๆ ที่โรงเรียนบ้านเด็กตาบอดผู้พิการซ้ำซ้อน รามอินทรา ว่า ได้รวบรวมเงินจำนวน  13,719 บาท ซื้อแฟลชไดร์ฟ 32gb. 50 อัน 3,950 บาท ซื้อขนม นม ข้าวสาร 50 กก. 3,769 บาท รวม 7,719 บาท เหลืออีก 6,000 บาท บริจาคเข้ามูลนิธิฯ ทั้งหมด ขอขอบคุณครูที่พาคณะเดินดูความเป็นอยู่ และความเก่งของน้องๆ เลยทำให้รู้ว่าครูเก่งมากระดับเขียนโค้ดทำเว็บ ทำdatabase เคยได้ทุนไปเรียนที่ญี่ปุ่น  ส่วนน้องๆ มีวิธีการพิมพ์คอมพิวเตอร์คือ พอพิมพ์บนแป้นแล้วจะมีเสียงพูดออกลำโพง ทำให้รู้ว่าพิมพ์อะไรไปบ้าง แต่เร็วมากเราฟังไม่ทัน แต่น้องคือฟังทันตลอด อัจฉริยะสุดๆ บางคนเริ่มซ่อมคอมพิวเตอร์ ลงโปรแกรมต่างๆ ได้ 

ที่มูลนิธิฯนี้ มีเด็กเล็กอายุ 2-19 ปี ทั้งหมด 87 คน รับได้ไม่เกิน 100 คน เป็นพิการทางสายตาร่วมกับซ้ำซ้อนอื่นๆ เช่น พิการหู ร่างกาย สติปัญญา วันนี้เจอน้องๆ กำลังฝึกเดินโดยใช้ไม้เท้าพอดี “โอ้โห พอได้ออกจากโรงเรียนแค่เดินออกไปปากซอยเอง ทุกคนตื่นเต้นเดินเร็ว จนเกือบวิ่งตามไปถ่ายรูปไม่ทัน” 

ที่นี่จะเอาหนังสือดีๆ มาผลิตเป็นหนังสือเบรลล์เอง เพื่อเรียนรู้กันในโรงเรียน "แต่ปัญหาคือ ขาดกระดาษมาสเตอร์เบรลล์ที่จะนำมาใช้ผลิต" เพราะราคาสูงขึ้น จากแผ่นละ 3 บาท เป็น 6 บาท  เคยลองใช้ปฏิทินเก่าหรือกระดาษทั่วไปแล้ว ด้วยความที่มันบาง ระยะการใช้งานสั้นมากๆ อ่านลูบๆได้แป๊บเดียว อักษรเบรลล์จะค่อยๆ หายนูนไป 

นอกจากนี้ยังได้เห็นอุปกรณ์ช่วยผลิตอักษรเบรลล์เป็นเครื่องยาวๆสีขาว คล้ายคีย์บอร์ดดนตรีเล็กๆ ปัจจุบันใช้ของเกาหลี เครื่องละเกือบแสนบาท เพราะไทยเรายังไม่มีเทคโนโลยีตรงนี้ ถ้ารัฐบาลสนับสนุนให้ทำใช้ได้เองราคาถูก ก็จะเข้าถึงคนพิการทางสายตาได้อีกมากเลย 

สุดท้าย check out ด้วยการช่วยหางานให้ทำ น้องๆ ที่เก่งคอมพิวเตอร์ของหลายๆมูลนิธิ สามารถออกไปทำงานคุณภาพได้ มีหลายคน แต่ตอนนี้ยังขาดโอกาส เพราะไม่รู้จะไปหางานจากตรงไหน เราช่วยเป็นกระบอกเสียงไปถึงหน่วยงานหรือออฟฟิศไหนเปิดกว้างในเรื่องคนเท่ากัน และอยากให้งาน จ้างงานเป็นพนักงานประจำ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างไปทำที่ออฟฟิศ หรือจ้างแบบ work from home สามารถติดต่อไปที่มูลนิธิฯ เพื่อขอดูโปรไฟล์น้องก่อน แบบนี้บริษัทได้ พนักงานตามเกณฑ์ของกฎหมาย แถมยังได้ช่วยน้องหารายได้มาเลี้ยงน้องๆ ต่อไปด้วย ตอนนี้ พอจะรู้คำตอบใช่ไหมครับว่า ทำไมเด็กพิการถึง Check in มากกว่า Check out