"สสส."เดินหน้าสนับสนุน “ชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง” ในจังหวัดเชียงใหม่
ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ประชาชนมีความเสี่ยงที่จะเข้าไปข้องเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ดังนั้น การจะป้องกันไม่ให้ทำให้ต้องเกิดการทำงานที่ต้องเชื่อมต่อกับชุมชน นำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนามาประกอบใช้ เพื่อช่วยขับเคลื่อนกลไกทางสังคม ชักชวนให้ชุมนรอบข้างเข้าสู่การมีสุขภาวะที่ดีขึ้น
พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทโธ,ผศ.ดร. คณะอนุกรรมการวัดส่งเสริมสุขภาพและพระคิลานุปัฏฐาก และอาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวว่า ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พุทธศักราช 2560 ทำให้เกิดกลไกการขับเคลื่อน “วัดส่งเสริมสุขภาพ” หรือ “วัดปลอดบุหรี่” ขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาเถรสมาคม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) รวมถึงสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อพัฒนาศักยภาพแกนนำพระคิลานุปัฏฐากในการดูแลสุขภาวะของพระสงฆ์ด้วยกันเอง และขยายไปสู่การส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน ทำให้การขับเคลื่อนงานลดปัจจัยเสี่ยงในชุมชนโดยกลไกพระสงฆ์มีความเข้มแข็งมากขึ้น
“สสส. มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เครือข่ายพระสงฆ์ขับเคลื่อนงานได้อย่างเป็นรูปธรรม เปรียบเสมือนการปลุกให้พระสงฆ์ได้มีบทบาทเป็นผู้นำด้านสุขภาวะร่วมกับประชาชน และภาคส่วนต่าง ๆ เมื่อต้องการทำงานร่วมกันกับภาคส่วนไหนก็จะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และกรมอนามัย ให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ในการอบรมพัฒนาแกนนำพระคิลานุปัฏฐาก ส่วน สสส. นั้นจะเป็นผู้สนับสนุนด้านงบประมาณในการดำเนินงาน ทำให้ให้พระสงฆ์เข้าใจในเรื่องของสุขภาวะและพร้อมดูแลกันเองมากขึ้น ส่งผลให้พระสงฆ์บางรูป สามารถเลิกบุหรี่ได้จริง เป็นตัวอย่างแก่พระสงฆ์รูปอื่นและยังสามารถชักชวนฆราวาสให้เลิกบุหรี่ได้อีกด้วย”
ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ยอมรับว่าแม้จะมีอุปสรรคในการทำงาน แต่ในวิกฤติก็ยังมีโอกาส เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ประกอบการระบาดของโรคที่มีผลต่อปอดก็ทำให้การสูบบุหรี่นั้นลดลงไป กลับมาดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้น และคิดเรื่องค่าใช้จ่ายรอบคอบมากกว่าเดิม
พระครูสมุห์วิเชียร คุณธัมโม, ดร. เลขานุการเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ (คพชน.) กล่าวถึงบทบาทของพระสงฆ์ที่ขับเคลื่อนงานลดปัจจัยเสี่ยงว่า การทำงานในภาคส่วนนี้ถือว่าสอดคล้องกับวิถีชีวิตของพระสงฆ์อยู่แล้ว เพราะการรณรงค์ส่งเสริมไม่ให้ประชาชนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขที่ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม พร้อมให้ฆราวาสปฏิบัติตามหลักการศีลห้า ถือเป็นเรื่องที่พระสงฆ์ยึดถือปฏิบัติมา จนเกิดการทำงานที่เป็นเครือข่ายร่วมกับชุมชน ซึ่งเป็นการทำงานที่มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยมาจากโครงการที่มีมาก่อนหน้านี้เช่น งดเหล้า เข้าพรรษา งานบุญปลอดเหล้า ทำให้มีความเชื่อมโยงกับทุกเรื่องในสังคมรอบวัด เช่น การจัดงานบวชหรืองานศพ หากไม่มีสุราภายในงานจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก หากวัดแห่งไหนมีนโยบายให้เป็นพื้นที่ปลอดเหล้าบุหรี่ และการพนัน ก็จะปลอดจากเรื่องนี้ไปโดยปริยาย เนื่องจากฆราวาสญาติโยมที่มารวมงานต้องเดินออกไปสูบบุหรี่นอกวัด เวลาที่ใช้ในการสูบก็ลดลง จนนำมาสู่การเลิกบุหรี่ได้ในที่สุด
ขณะที่วัดก็เริ่มให้ความสำคัญต่อการลดปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น เช่น เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ มีการวางนโยบายไว้ว่า หากเป็นผู้ติดบุหรี่มาบวช ให้ถามก่อนว่าจะเลิกได้หรือไม่ หากคิดว่าเลิกไม่ได้ก็จะไม่ให้บวช เป็นต้น ส่วนพระสงฆ์ที่ติดบุหรี่อยู่แล้วก็มีการรณรงค์ โน้มน้าวให้ลดจำนวนการสูบบุหรี่ลง แต่ถ้าลดไม่ได้ก็จะกำหนดสถานที่ ไม่ให้สูบบุหรี่ภายในอาคาร หรือไม่สูบให้คนอื่นพบเห็น ส่งผลให้พระสงฆ์บางส่วนเลิกสูบบุหรี่ได้เช่นกัน พร้อมกันนี้จะขยายผลเรื่องของการป้องกันอบายมุขภายในวัด ซึ่งรวมถึงเรื่องของสุราและการพนันเข้าไปด้วย ส่วนการทำงานร่วมกับชุมชนนั้น พระสงฆ์ก็พร้อมเดินหน้าร่วมกับชุมชนในการทำโครงการควบคู่กันไปเช่นกัน
พระครูสมุห์วิเชียร คุณธัมโม, ดร. กล่าวด้วยว่า ผลงานที่โดดเด่นในการขับเคลื่อนงานของพระสงฆ์ร่วมกับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม คือ โครงการถนนรอบคูเมืองปลอดการดื่มการขาย สามารถขยายผลกลายเป็นนโยบายและกฎระเบียบที่ประกาศอย่างชัดเจน ให้พื้นที่รอบคูเมืองปลอดจากการดื่มสุราและขายสุรา และยังขยายไปสู่ประเพณีเตียวขึ้นดอยสุเทพ ที่ปัจจุบันปลอดจากการจำหน่ายสุราและเบียร์ในพื้นที่ โดยมีการดูแลควบคุมอย่างเข้มงวด มีการคัดกรองตั้งแต่ก่อนขึ้นดอย ซึ่งได้วางเป้าหมายไว้ว่าจะให้ถนนขึ้นดอยสุเทพปลอดจากการขายสุราตลอดสาย พร้อมระบุว่า การทำงานเพื่อลดการดื่มสุราและการสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป ขาดจากกันไม่ได้ ซึ่งโครงการเหล่านี้เมื่อเริ่มจากวัดแล้วก็ถูกขยายผลไปยังสถาบันการศึกษาด้วย
ขณะเดียวกันได้นำหลักธรรมะมาใช้ในการสอนพระและประชาชน เพื่อให้เกิดการ ลด ละ เลิกปัจจัยเสี่ยง โดยใช้หลักมงคลสูตร เรื่องการสำรวมระวังจากการดื่มน้ำเมา สิ่งที่นำเข้าร่างกายอย่างสุรา ควรจะต้องระลึกตนเองอยู่เสมอว่าควรจะดื่มเท่าไหน ปริมาณมากน้อยเพียงใด บุหรี่ควรสูบที่ไหน อย่างไร ซึ่งก็ได้ให้คำสอนโดยไม่ตัดสินว่า คนที่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่เป็นคนไม่ดี แต่เป็นการฝากข้อคิดว่า การดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ของตนนั้น ส่งผลกระทบกับผู้อื่นหรือไม่ โดยการทำงานรณรงค์ของพระสงฆ์จะไม่ใช้หลักการทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่จะนำหลักธรรมคำสอนมาปรับใช้ด้วย
ส่วนการจะใช้หลักธรรมคำสอนเพื่อชักชวนให้เลิกสูบบุหรี่หรือดื่มสุรานั้น จะไม่ใช้การรณรงค์อย่างสุดโต่ง เพราะจะเป็นการสร้างศัตรูกลายเป็นความขัดแย้ง แต่หากนำหลักธรรมะที่ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์หรือโทษ การสำรวมตนเองอย่างชัดเจนแล้ว อาจจะเป็นที่ตรงใจของคนรับฟังมากกว่า ต้องมีการพูดคุยให้มีความเข้าใจ พร้อมใช้หลักอุโบสถศีล กินอยู่อย่างพอเพียง ที่มีทั้งเรื่องของการรักษาศีล ใช้ชีวิตแต่พอดี เช่น ขอแค่ 1 วัน 1 คืน ในสัปดาห์ที่จะงดอบายมุขทุกชนิดได้ เมื่อเกิดการกระทำที่บ่อยครั้งขึ้นก็จะเกิดการเรียนได้ด้วยตนเอง จนนำมาสู่การเลิกปัจจัยเสี่ยงได้ในที่สุด ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมแค่เรื่องของสุราและบุหรี่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องของวิถีชีวิตอาหารการกินเพื่อสุขภาพที่ดีอีกด้วย
ขณะที่การดูแลเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยงนั้นก็อาจจะต้องใช้ควบคู่กันในหลายรูปแบบ ทั้งการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และมีมาตรการทางกฎหมาย สะท้อนได้จากการให้ร้านค้าห้ามขายสุราและบุหรี่กับเด็ก ส่งผลให้การอัตราการดื่มสุรา หรือสูบบุหรี่ในกลุ่มนี้ลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด
“การขับเคลื่อนงานของพระสงฆ์นักพัฒนาในการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ในชุมชน ทำให้ไม่มีนักสูบหน้าใหม่เกิดขึ้น ส่วนผู้สูบบุหรี่แม้จะยังมีอยู่ แต่ก็เป็นผู้ที่สูงอายุและสำรวมระวังในการสูบมากขึ้น สภาพแวดล้อมในงานบุญดีขึ้น ถือว่าได้ผล เป็นอานิสงส์จากการทำงานในด้านนี้” พระครูสมุห์วิเชียร คุณธัมโม กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน พระครูวรสุตเขต, ดร.เจ้าอาวาสวัดสันทราย อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงการเดินหน้าโครงการชุมชนปลอดสุราและบุหรี่โดยใช้ชุมชนเป็นฐานว่า ได้ทำงานด้านนี้มากว่า 20 ปีแล้ว โดยใช้หลักการระเบิดจากภายใน เริ่มจากทำให้ประชาชนในชุมชนเห็นถึงโทษของสุราและบุหรี่ และได้มีการตั้งคณะกรรมการในระดับหมู่บ้านที่ประกอบด้วยทุกภาคส่วนในชุมชน เพื่อที่จะลดปัญหาเหล่านี้ลงให้ได้ โดยหารือร่วมกันเพื่อหากติกาชุมชนร่วมกันก่อน ต่อมาได้ขยายโครงการหมู่บ้านรักษาศีลห้า แล้วนำกติกาที่ได้หารือร่วมกันมาบูรณาการทำงานส่งผลให้งานเหล่านี้เป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังใช้ชุมชนเป็นฐาน ที่มีบ้าน วัด ราชการ (บวร) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานส่วนนี้ให้มากขึ้น จนได้รับรางวัลงานวันงดดื่มสุราแห่งชาติปี 2564 ซึ่งเป็นรางวัลระดับประเทศ ส่วนโครงการเลิกบุหรี่นั้น พบว่าหลังจากการขับเคลื่อนงาน มีผู้เลิกสูบบุหรี่ได้เป็นจำนวนมาก แต่ยังมีส่วนน้อยที่ยังสูบอยู่ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ
ทั้งนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทั้งด้านรางวัล และปริมาณผู้สูบบุหรี่ที่ลดลง มาจากการใช้ชุมชนเป็นฐานในการทำงานร่วมกัน เพราะแต่ละคนในชุมชนจะคอยสอดส่องว่ามีใครหรือสิ่งใดที่ผิดไปจากข้อตกลงของหมู่บ้าน จากนั้นก็มากระตุ้นเตือนซึ่งกันและกัน ปัจจุบันนี้หมู่บ้านสันทรายที่อาตมาดูแลอยู่ เกิดความเข้มแข็ง มีการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง มีความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน และได้รับรางวัลหรือคำชื่นชมจากหลายองค์กร ซึ่งหลังจากนี้ก็พร้อมขยายผลไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงด้วย โดยคอยให้คำแนะนำและเสริมองค์ความรู้ต่างๆ