"สสส."เสริมสร้างศักยภาพแกนนำพระสงฆ์ในการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ในวัด
สสส. เดินหน้าเสริมสร้างศักยภาพแกนนำพระสงฆ์ส่งเสริมสุขภาพประจำวัด กว่า 500 รูป เพื่อเป็นกลไกในการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ในวัดและเสริมสร้าง “วัคซีนทางใจ” ให้กับประชาชนในช่วงเข้าพรรษา
พระสงฆ์ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ เพราะวัดคือสถานที่สาธารณะที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและการทำกิจศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มีมาอย่างยาวนาน ดังนั้น พระสงฆ์จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ในการควบคุมยาสูบในกลุ่มพระสงฆ์ด้วยกัน รวมไปถึงฆราวาสที่อยู่ในสังคมรอบวัด
พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ , ผศ.ดร.อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวถึงการดำเนินโครงการเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและควบคุมยาสูบในกลุ่มพระสงฆ์และประชาชนทั่วไป ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า ที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ โดยจัดอบรมหลักสูตรพัฒนาแกนนำสุขภาวะของพระสงฆ์ เพื่อสร้างศักยภาพ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่พระสงฆ์ โดยได้พัฒนาศักยภาพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ คือ เริ่มตั้งแต่การพัฒนาทักษะการสื่อสารให้เกิดการเชิญชวนทั้งในกลุ่มฆราวาสและพระสงฆ์ด้วยกันเอง ให้เข้าสู่กระบวนการเลิกสูบบุหรี่ โดยมีเนื้อหาทั้งเรื่องของผลกระทบต่อสุขภาพ กฎหมาย รวมถึงเรื่องของธรรมวินัย ซึ่งจะทำให้เป็นพระคิลานุปัฏฐาก หรือพระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจำวัด (อสว.) นำไปช่วยในการสร้างสุขภาวะของพระสงฆ์ และประชาชนที่อยู่รอบวัดให้ดีขึ้นได้
ส่วนกลางน้ำ คือ เชื่อมโยงการทำงานกับศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (สายเลิกบุหรี่ 1600) ซึ่งที่ผ่านมาได้มีตัวแทนจากสายเลิกบุหรี่ 1600 ถวายการอบรมแก่พระสงฆ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการเป็นที่ปรึกษากับคนที่ต้องการเลิกบุหรี่ได้ด้วย พร้อมกับมีการส่งต่อข้อมูลไปยังสายเลิกบุหรี่ 1600 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการช่วยเลิกบุหรี่ให้สำเร็จ พร้อมกันนี้ยังได้มีการตรวจสุขภาพของพระสงฆ์และจัดทำฐานข้อมูลของวัดแต่ละแห่งว่ามีพระสงฆ์สูบบุหรี่อยู่มากน้อยเพียงใด จากนั้นก็ใช้โอกาสในวันสำคัญทางศาสนา โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาที่กำลังจะมาถึง ให้ฆราวาสและพระสงฆ์ตั้งอธิษฐานจิตร่วมกัน เพื่อตั้งเป้าหมายในการเลิกสูบบุหรี่
ในส่วนของปลายน้ำ จะมีเวทีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลและถอดบทเรียนการดำเนินงานที่ผ่านมาเพื่อพัฒนาโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วงมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ได้ตั้งเป้าหมายของโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ว่า จะมีพระสงฆ์ที่เข้าร่วมเป็น อสว. จำนวน 500 รูป และเชิญชวนให้พระสงฆ์กับฆราวาสเข้าสู่กระบวนการเลิกบุหรี่จนสำเร็จ จำนวน 1 รูปต่อ 5 คน ซึ่งถือว่าจะทำให้มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากต่อไป
พร้อมระบุว่า การทำงานภายใต้สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้พัฒนาการทำงานเพื่อควบคุมยาสูบ โดยได้มีการรวมกลุ่มกันของกลุ่มพระที่เป็นนักสื่อสาร จนกลายเป็นกลุ่มพระนักสื่อสารสุขภาวะ จับมือกับสื่อมวลชนคือรายการนักข่าวพลเมือง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ช่วยสื่อสารประชาสัมพันธ์ถึงการทำงานขับเคลื่อนของกลุ่มพระสงฆ์และวัดภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 พร้อมกับให้ความรู้แก่ประชาชนในการรณรงค์เพื่อลดการสูบบุหรี่ภายในวัดอีกด้วย พร้อมกันนี้ยังมีการจัดรายการออนไลน์สำหรับพระนักสื่อสารสุขภาวะในแต่ละจังหวัด ผ่านโปรแกรม zoom ในทุกสัปดาห์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ขณะเดียวกันพระสงฆ์จะไม่ได้เป็นที่ปรึกษาเฉพาะการเชิญชวนเลิกสูบบุหรี่อย่างเดียวเท่านั้น แต่จะมีส่วนช่วยในการให้คำปรึกษาชีวิตด้านต่าง ๆ เปรียบเสมือนกับการให้ “วัคซีนทางใจ” เพื่อป้องกันและลดความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับฆราวาส เพราะมองว่าความทุกข์ใจก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หันมาสูบบุหรี่เช่นกัน ส่วนภาพถัดไปของโครงการคือ พัฒนาศักยภาพของพระที่อยู่ในกลุ่ม อสว. จำนวน 500 รูป มาจัดกลุ่มการทำงานตามความถนัดของแต่ละรูป เพื่อพัฒนาวัดแห่งอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงให้เป็นวัดส่งเสริมสุขภาพต่อไป
นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมภายในวัดแห่งต่าง ๆ ที่จะเป็นวัดส่งเสริมสุขภาพและปลอดบุหรี่แบบ 100% ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และได้ตั้งเป้าหมายว่า ในอนาคตจะมีวัดที่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้จำนวน 3,000 แห่ง เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีของพระสงฆ์และประชาชนต่อไป
ทั้งนี้ สิ่งที่อยากฝาก คือ ขณะนี้กำลังเข้าสู่เทศกาลเข้าพรรษา และอยู่ในสถานการณ์ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงถือเป็นโอกาสที่ดีมากในการเลิกสูบบุหรี่ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายของตนเองเสื่อมถอย สุขภาพทรุดโทรมลง นอกจากนี้ การสูบบุหรี่แม้จะไม่ผิดศีล 5 แต่ก็เป็นต้นเหตุที่อาจจะนำไปสู่การผิดศีลทั้ง 5 ข้อด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อเริ่มสูบก็ถือเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นแล้ว และเมื่อมีการทำความผิดในข้อแรกการผิดศีลข้ออื่น ๆ ก็จะตามมา จึงอยากฝากไว้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่การมีทรัพย์สินเงินทอง แต่คือการรักษาสุขภาพให้ดี และแข็งแรงดั่งภาษิตที่ว่า "อโรคยา ปรมลาภา" หรือ "การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ" ดังนั้น จึงควรเห็นถึงคุณค่าของตนเองให้มากขึ้นก็จะช่วยให้มีสุขภาพที่ดีสร้างคุณประโยชน์ให้ผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน