สปสช.ฟันเฟืองสำคัญฝ่าวิกฤติโควิด19 ประชาชน เข้าถึงระบบการรักษาลดอัตราป่วย-ตาย

ประชาสัมพันธ์29 ส.ค. 2565 • 04:20 น.
สปสช.ฟันเฟืองสำคัญฝ่าวิกฤติโควิด19  ประชาชน เข้าถึงระบบการรักษาลดอัตราป่วย-ตาย

นับตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ประเทศไทย พบผู้ป่วยติดเชื้อ ไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 เป็นรายแรก จวบจนถึงปัจจุบัน ยอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 4,646,412 ราย และ รักษาหายแล้ว 4,596,639 ราย การเข้ารับการรักษาอาการป่วยโควิด-19 ของชาวไทย ถือว่า มีประชาชนเข้าถึงการรักษามากกว่า 90% และ ระบบการเข้ารับการรักษานั้น ส่วนสำคัญ คือ “ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการระบบรักษาและบริการสาธารณสุขที่จำเป็นได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง ในปีงบประมาณ 2564 การแพร่ระบาด “โควิด-19” พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกและประเทศไทย เป็น 1 ใน ประเทศที่ได้รับผลกระทบ แต่จากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถดูแลประชาชนให้เข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขโดยไม่มีปัญหาด้านภาระค่าใช้จ่ายเป็นอุปสรรค 
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ประเมินสถานการณ์ และ จัดเตรียมงบประมาณรองรับการดูแลผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 ต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2563 จำนวน 9,200 ล้านบาท จาก พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 
ต่อมาวันที่ 5 เม.ย.2564 คณะกรรมการ สปสช. มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนวทาง หลักเกณฑ์ การดำเนินงานและการบริหารจัดการงบที่ได้จาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในเบิกจ่ายรอบที่ 2 อีกกว่า 3,700 ล้านบาท และ เสนอขอรับจัดสรรงบเพิ่มเติม รอบที่ 3 จำนวนกว่า 9,847 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้หารือกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เสนอจัดสรรงบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพิ่มเติมจำนวน 20,829.23 ล้านบาท โดย ครม.อนุมัติ เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2564 และได้ดำเนินการโอนคืนให้กับหน่วยบริการที่รอจ่ายเป็นที่เรียบร้อย
งบประมาณทั้งหมดนั้น ได้ขับเคลื่อนให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาแบบครอบคลุม เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้ป่วย ยังคงขยับขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่กับอัตราการรักษาหายของประชาชนที่สอดคล้องกับผู้ป่วย ซึ่งพ้นจากวิกฤติอาการ รักษาจนหายดีและกลับมาใช้ชีวิตในสังคมตามปกติ  ส่วนการทำงานเชิงรุกของ สปสช. ร่วมมือกับ กรมควบคุมโรค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด บูรณาการ จุดคัดกรองโควิด-19 สนับสนุนระบบดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่บ้านและในชุมชน เช่น  การขยายจุดคัดกรองเพิ่มเติม ณ สนามกีฬาธูปะเตมีย์ และสนามราชมังคลากีฬาสถาน (หัวหมาก)  รวมถึงจุดบริการศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ เพื่อให้บริการตรวจคัดกรองผู้ป่วยและระบบส่งต่อรักษาตามอาการ และการจัดชุดตรวจ ATK เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงสามารถตรวจเชื้อและเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยตนเอง ซึ่งมีการสื่อสารกับประชาชนโดยตรงผ่าน “แอปพลิเคชันเป๋าตัง” เพื่อแจ้งรับชุดตรวจ ATK ได้ที่หน่วยบริการใกล้บ้าน  ​​​​​​​
ทั้งนี้ ประสบการณ์ของผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด 19 และได้เข้ารับการรักษาตามสิทธิ์บัตรทอง หรือ หลักหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  บอกเล่า เรื่องราวที่ได้ประสบกับตนเองจากการใช้สิทธิ์บัตรทอง   โดย  ชายวัย 37 ปี  เล่าว่า ในช่วงเดือน ส.ค.2564 ระบุว่า  ตนได้รับสิทธิการรักษา จากบัตรทอง ในขณะที่สถานการณ์ช่วงนั้นรุนแรงและตนอยู่ในสถานะผู้ป่วยร่วมกับคนไทยอีกว่าล้านคน และช่วงนั้นตัวเลขผู้ป่วยวิกฤตและผู้เสียชีวิตค่อนข้างพุ่งสูง แต่หลังเข้าใช้สิทธิ์ในสถานพยาบาลของรัฐ ซึ่งตนขอเข้ารับการรักษาแบบ Home Isolation แต่ไม่รู้สึกถึงความห่างไกลจากการรักษา เนื่องจากทีมบุคคลากรทางการแพทย์ ได้เข้าติดตามอาการของตนถึงที่บ้าน และยังมีการพูดคุยติดต่อกันผ่านระบบออนไลน์ เพื่อประเมินสภาพอาการในทุกวัน กำหนดวันเข้าตรวจอาการเชิงลึก เช่น เอ็กซเรย์ปอด ตรวจเลือด โดยมีรถพยาบาลมารับตัว และ ส่วนสำคัญคือ การได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งเป็นยารักษาอาการที่มีประสิทธิภาพ แม้ตนรักษาตามระบบที่สถานพยาบาลในต่างจังหวัด แต่ได้รับการดูแลอย่างดีจนอาการหายเป็นปกติ ​​​​​​​
นางน้อย  (สงวนนามสกุล)วัย 30 ปี อดีตผู้ป่วย โควิด-19  เล่าว่า ในช่วงเดือน พ.ค.2565 ที่ผ่านมา  ครอบครัวตนรวม 8 คน ติดเชื้อพร้อมกัน มีคุณแม่วัย 70 ปี  น้าสาว น้าเขย และ ลูกสาว วัย 8 ขวบ และ 10 ขวบ ซึ่งทุกคนใชได้สิทธิ์การรักษาจาก บัตรทอง หรือ สิทธิบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ทั้งครอบครัวได้เข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว  ทุกคนได้รับยาและได้รับการรักษาเป็นอย่างดี  ไม่มีผู้ใดได้รับการปฏิบัติแตกต่างกัน เพราะการรักษาตามหลักประกันสุขภาพนั้น สิ่งที่ชื่นชมคือ ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาที่ดีเท่าเทียมกัน  ส่วนอาการป่วยของตน ในตอนนั้น คาดว่าอาจได้รับเชื้อ โอมิครอน รักษาตัว จนหายเป็นปกติและกักตัวจนครบ 10 วัน  ​​​​​​​
ปัจจุบันนี้ สายด่วน สปสช. 1330 ขยายเพิ่มเป็น 3,000 คู่สาน พร้อมเพิ่มช่องทางออนไลน์ เปิดรับฟังความเห็นจาก Facebook live ระบบ Zoom meeting รวมถึง Google Form เพื่อพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ หรือ บัตรทอง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์โรคอุบัติใหม่และให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการรักษาทุกโรคต่อไปในอนาคต อย่างเท่าเทียม