ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์ยุทธศาสตร์จีนกับประเทศในกลุ่มCLMV และ อาเซียน

ประชาสัมพันธ์18 พ.ค. 2566 • 14:36 น.
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์ยุทธศาสตร์จีนกับประเทศในกลุ่มCLMV และ อาเซียน

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์ยุทธศาสตร์จีนกับประเทศในกลุ่มCLMV และ อาเซียน ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงไปในหลายมิติที่เป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องกับมหาอำนาจ ทั้งด้านความมั่นคง เทคโนโลยี พลังงาน เศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ล้วนมีความเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ตั้งแต่อดีตและจะต่อเนื่องไปจนถึงการแข่งขันในอนาคต 

 รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director of The ASEAN Foundation บรรยายเรื่อง”แกะรอยยุทธศาสตร์จีนใน CLMV-ASEAN” ให้กับผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตร วิทยาการผู้นำไทย-จีน หรือ วทจ.รุ่นที่ 5 โดย สรุปสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีพลวัตรสูง ใน CLMV และจีน ใน 6 ประเด็น เรื่องแรกคือความไม่มีเสถียรภาพทางด้านความมั่นคง ที่ชัดเจนคือ นาโต้ นำโดยยุโรปตะวันตกและสหรัฐ กับรัสเซีย ซึ่งไปปะทุอยู่ที่ยูเครน  อีกพื้นที่หนึ่งคือ แอฟริกา โดยเฉพาะในคองโก และ ดีอาร์คองโก ราวันด้า ซูดาน ซูดานใต้ ซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของยุโรป ซึ่งได้สร้างความขัดแย้งและเกลียดชังในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆไว้ ซึ่งจีนพยายามเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้ โดยนำเสนอแผนสันติภาพในยูเครน , ส่วนในคองโก กับ ดีอาร์คองโกนั้นยุโรปพยายามแบ่งแยกและปกครอง แต่ความรุนแรงในพื้นที่นี้กลายเป็นสงครามที่ถูกลืม ขณะที่มีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ที่สมบูรณ์มาก และอัตราการเกิดของประชากรสูงมาก คาดการณ์กันว่าในปี 2050 เด็กทุกคนที่เกิดขึ้นบนโลกใน 100% จะเป็นเด็กแอฟริกา 40-50  % จีนจึงทำเรื่องนโยบายแอฟริกาเป็นเรื่องใหญ่มาก และ54 ประเทศในแอฟริกาสนับสนุนจีน ให้เป็นมหาอำนาจ 

ช่องแคบไต้หวัน เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ประเทศมหาอำนาจพยายามเข้าแทรกเพื่อเป็นตัวกลางสนับสนุนให้ไต้หวันแยกตัว ,พื้นที่บริเวณทะเลจีนใต้ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่หากเกิดสถานการณ์ใดขึ้น 5 เขตเศรษฐกิจที่จะได้รับผลกระทบคือ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย ซึ่งไทยนั้นจะได้รับผลกระทบรุนแรง เพราะไม่มีท่าเรือฝั่งตะวันตก ล้วนไปอยู่ฝั่งอ่าวไทยทั้งหมด หากมีความรุนแรงในทะเลจีนใต้ ไทยไม่สามารถกระจายความเสี่ยงในการจนส่งสินค้าได้ และก่อนที่จะเกิดนั้น ต้องเร่งสร้างเส้นทางโลจิสติกเพื่อกระจายความเสี่ยงจากพื้นที่ทะเลจีนใต้ ซึ่งต้องพูดคุยการจีน และCLMV ให้มากขึ้น

ส่วนสนามความขัดแย้งในอนาคต มาจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ในโลกแยกตัวออกไป โดยพวกหนึ่งพร้อมเป็นเจ้าเทคโนโลยี และเข้าสู่ความขัดแย้งในโลกเทคโนโลยี กับอีกพวกหนึ่ง ไม่มีความพร้อมทั้งอุตสาหกรรม และคนในประเทศก็ไม่มีความพร้อมและมองว่า เทคโนโลยีเข้ามา disrupt เปลี่ยนพวกเขา ซึ่งเขาไม่พร้อมเปลี่ยน แต่เทคโนโลยีบังคับให้เขาเปลี่ยน เทคโนโลยีที่แข่งกันคือ ปัญญาประดิษฐ์ และโรบอต 

ประเทศไทยมีระบบ 5 G ที่ครอบคลุมประเทศแรกในภูมิภาคนี้ แต่จะแตกแยกในเจนเนอเรชั่นที่ 6  หลังจาก 5 G จีนก็พัฒนา อเมริกาก็พัฒนา ทุกอย่างในอนาคตเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ คนที่ผูกขาดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาคืออเมริกา คนที่ผูกขาดเรื่องการผลิตคือไต้หวัน เกิดสงครามชิพ คอมพิวเตอร์ จึงรุนแรงกับทุกคน และมีการพัฒนาใช้ Quantum  Information ประมวลผล ซึ่งจะทำให้มีสนามแข่งใหม่ โดยมีจีนเป็นเจ้าเทคโนโลยีในการจัดเก็บพลังงาน และเป็นเทคโนโลยีที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ทำให้เกิดระเบียบแนวคิด การค้าเสรีที่เป็นไปตามมาตราฐานโลก คนที่เป็นเจ้าของวิธีคิดคือสหรัฐอเมริกา สิ่งที่เกิดขึ้นคือการแข่งขัน ขณะที่จีนทำ belt and road และใช้สังคม วัฒนธรรมเป็นตัวนำ ขณะที่อเมริกาใช้นโยบายตัดจีนออกจาก Supply chain เพื่อให้จีนโดดเดี่ยว ส่วนจีนพยายามลดบทบาทอเมริกาด้วยการทำให้ภาคการเงินของอเมริกาลดน้อยถอยลง และทำให้คนไม่อยากถือเงินดอลล่าร์

เรื่องสิ่งแวดล้อม มี3 รูปแบบที่เป็นเป็นข้อกีดกันทางการค้า และในส่วนของไทยนั้น สภาคองเกรส ได้มีมติผ่านร่างเป็นกฎหมายเพื่อให้รัฐบาลไทยปกป้องประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน จึงตั้งคำถามว่าทำไมต้องออกกฎหมายเกี่ยวกับประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เช่น มีการเรียกร้องให้ปล่อยนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นต้น 

อีกพื้นที่น่าสนใจมากในโลก เรียกว่า Zomia  ซึ่งพัฒนาคำนี้มาจากภาษาม้ง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ที่อยู่ในพื้นที่เทือกเขาสูงชันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้นน้ำของแม่น้ำสำคัญหลายสาย มี พลเมืองอยู่ 1.5-2 ล้านคนในพื้นที่เปราะบาง เพราะคนพื้นล่างต้องการขยายอำนาจขึ้นไป จึงเกิดการปะทะกัน พื้นที่Zomia มีความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม คนเหล่านี้ถูกกดทับและถูกอำนาจรัฐเข้าไปรุกราน เช่นการรุกรานของพม่า 

ความสัมพันธ์ระหว่างลาวกับจีน ที่เปลี่ยนข้างไปมาตลอดประวัติศาสตร์ สิ่งน่าห่วงคือ เศรษฐกิจลาว มีเงินเฟ้อสูงมาก เงินอ่อนค่า ขาดแคลนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ช่วงหนึ่ง แต่สถานการณ์ดีขึ้น เพราะได้เงินช่วยเหลือจากจีน พื้นที่ลาวใต้มีพลังงานสูงมาก ที่ต้องติดตามคือระบบที่กระจายความเจริญลงไปยังลาวใต้มีมากยิ่งขึ้น ส่วนไทยมีสะพานมิตรภาพที่เชื่อมจากลาวใต้ จึงต้องดูติดตามดูพื้นที่นี้ เพราะเป็นเส้นทางการค้า 

กรณีจีนกับเวียดนาม เป็นทั้งคู่รักและคู่แค้นกับจีน แต่เวียดนามไม่เลือกข้าง ทำให้มูลค่าการค้ากับจีนเป็นอันดับ 1 เพราะเวียดนามรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือต้องไม่เลือกข้าง เวียดนามปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ สิ่งที่ทำไม่ได้คือการปราบคอร์รัปชั่น และมีคลื่นใต้น้ำสูงมาก คนรุ่นใหม่จึงรวบรวมหลักฐาน ส่วนคนรุ่นเก่าก็มีปัญหาเรื่องคอรัปชั่น มี หวอ วัน เทือง เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ที่เป็นคนรุ่นใหม่ขึ้นมา เวียดนามต้องการรื้อระบบ และต้องการเข้าไปดูความคิดคลื่นใต้น้ำ แต่ถึงไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นประเทศที่ทำการค้าได้ ส่วนปัญหาเศรษฐกิจคือไม่มีภาคเอกชน ทั้งประเทศมีเอกชนเพียงรายเดียวที่เป็นเจ้าของชื่อ  ฟาม นัท เวือง ทำธุรกิจทุกอย่างในนามวินกรุ๊ป ส่วนที่เหลือเป็นรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงคนที่ผูกขาดได้คือ วินกรุ๊ป 

กรณีเมียนมากับจีน มีความสัมพันธ์แบบพ่อเลี้ยง เพราะใครที่เคยทำดีกับจีนเขาจะกตัญญู และเมียนมาคือประเทศแรกในโลกที่ยอมรับการสถาปนาจีน ดังนั้นต่อให้พม่าปิดประเทศ และมีรัฐประหาร จีนก็พร้อมให้การสนับสนุน

ในส่วนของกัมพูชา สมเด็จฮุนเซนน่าจะลงเลือกตั้งครั้งหน้ารอบสุดท้าย เพราะได้เดินสายแนะนำตัว พลเอก ฮุน มาเนต ลูกชาย ในเวทีต่างประเทศ และได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้นำหลายประเทศ ส่วนไทยควรสร้างสายสัมพันธ์อันดีเพราะมีพรมแดนติดกัน

สำหรับการศึกษาหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน หรือ วทจ. เป็นหลักสูตรที่เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ โดยมีนายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยหัวเฉียวฯ เป็น ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบัน วทจ.