เอปสันโชว์แกร่งโตสวนตลาด รับครบรอบ 33 ปี พร้อมเตรียมเปิดศูนย์โซลูชั่นรวมเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน
เอปสัน ประเทศไทย ฝ่ากระแสเศรษฐกิจโตเกือบยกพอร์ต เผยรายได้ประมาณการโต 8% สวนทางตลาดไอทีขาลง พร้อมประกาศเปิดตัวโซลูชั่นเซ็นเตอร์รวมนวัตกรรมใหม่มุ่งสร้างความยั่งยืนเพื่อองค์ธุรกิจฉลองครบรอบ 33 ปีก่อตั้งบริษัท
นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า 2566 เป็นปีที่ท้าทาย แต่ได้พิสูจน์ว่าบริษัทฯ ได้ดำเนินกลยุทธ์ที่ถูกต้องและอยู่นำหน้าตลาด เพราะในขณะที่ตลาดไอทีเติบโตลดลงกว่า 10% เมื่อเทียบกับปี 2565 ยอดขายประมาณการทั้งปีของเอปสันกลับโตสวนทางเพิ่มขึ้น 8% โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ ไม่เพียงปรับโฟกัสธุรกิจมาที่ตลาด B2B ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ทำให้ได้รับผลกระทบไม่มากนัก เอปสันเป็นแบรนด์แรกๆ ที่ลูกค้านึกถึงก่อน เมื่อมองหาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับกลุ่มสินค้าของเอปสันที่ทำยอดขายได้อย่างโดดเด่นในปีนี้ ได้แก่ เครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณา Epson SureColor S-series ที่เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 37% ปัจจุบัน เอปสันถือว่าเป็นแบรนด์ Top of Mind ของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ สแกนเนอร์ เติบโตขึ้น 37% ซึ่งได้รับอานิสงค์จากการที่ พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ ทำให้หน่วยงานราชการหลายแห่งจำเป็นต้องทำเอกสารดิจิทัล เพื่อให้บริการประชาชนผ่านระบบออนไลน์ รวมไปถึงธนาคาร ห้องสมุด และสถาบันศึกษาที่ต้องการเก็บข้อมูลถาวรในรูปแบบดิจิทัล และองค์กรธุรกิจที่เริ่มทำงานผ่านระบบเครือข่ายมากขึ้น สำหรับเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทสำหรับองค์กร Epson WorkForce ที่โตเกือบ 30% เอปสันยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เลือกรูปแบบในการเป็นเจ้าของเครื่องพิมพ์เอปสัน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขาด เช่าเครื่อง คิดค่าบริการต่อแผ่น หรือเหมาจ่ายรายเดือน
ส่วนโปรเจคเตอร์ โดยรวมมีการเติบโตได้ดี เพิ่มขึ้นเกือบ 20% ซึ่งมาจากกลุ่มเลเซอร์โปรเจคเตอร์ความสว่างสูง เช่น รุ่นที่มีความสว่างตั้งแต่ 5,000 ลูเมนขึ้นไปและสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ และเลเซอร์โปรเจคเตอร์เพื่อธุรกิจ เช่น Epson 2000-series โดยที่เอปสันมีการออกสินค้าใหม่มากที่สุดและทำการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ขณะที่แบรนด์คู่แข่งบางรายกลับหยุดหรือชะลอการทำตลาด
อีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่แสดงถึงการเติบโตอย่างมีนัยยะ คือเครื่องพิมพ์มินิแล็บ Epson SureLab ที่โตขึ้นในปีนี้เกือบ 10% บ่งบอกถึงการเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ของธุรกิจรับพิมพ์ภาพขนาดย่อมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศมาตั้งแต่หลังโควิด ยิ่งได้รับการสนับสนุนจากกระแสการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ทำให้เกิดกิจกรรมทางสังคมเพิ่มขึ้น อัตราการพิมพ์ภาพก็มากขึ้นตาม จนนำไปสู่การลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์เพิ่มของกลุ่ม Startup และ SME
สำหรับเครื่องพิมพ์อิงค์แท็งค์ Epson EcoTank มีการเติบโตเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากตลาดปี 2566 มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในด้านราคา เพื่อจูงใจผู้บริโภค แต่เอปสันยังสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์แท็งค์ไว้ได้ที่สัดส่วน 57%
นายยรรยง กล่าวถึงปี 2567 ว่าถึงแม้ภาพรวมเศรษฐกิจในเวลานี้ยังอยู่ภาวะชะลอตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น และปัญหาหนี้เสียคงค้างของสินเชื่อประเภทต่างๆ ที่อาจส่งผลถึงการจับจ่ายของประชาชน และการลงทุนของภาคเอกชน รวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคซึ่งมีผลต่อราคาน้ำมันโลก แต่ เอปสัน ประเทศไทย ยังเชื่อมั่นในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ผ่านการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี 2567 ว่าจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวและมีเสถียรภาพอย่างแน่นอน โดยเอปสันเองตั้งเป้าที่จะรักษาระดับการเติบโตให้ไม่ต่ำกว่าปีนี้ โดยจะมุ่งลงทุนในจุดแข็งทั้ง 5 ด้านของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายตัวทางธุรกิจ ได้แก่ S-curve strategy, Sales model, Service excellence, Solution center และ Sustainable value
ในปีนี้ เอปสัน ทุ่มงบประมาณกว่า 30 ล้านบาทในการสร้าง Solution Center แห่งใหม่บนพื้นที่มากกว่า 600 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นที่จัดแสดงและสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่มของเอปสัน เพื่อสร้างประสบการณ์จริงให้กับลูกค้าก่อนตัดสินใจซื้อ ทั้งยังใช้เป็นที่จัดอบรมเทคโนโลยีและโซลูชั่นที่มุ่งสร้างความยั่งยืนให้กับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดยจะแบ่งออกเป็นโซนเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ซึ่งมีเครื่องพิมพ์สิ่งทอ เครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณา และเครื่องพิมพ์ภาพ ทั้งยังมีเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทสำหรับองค์กร โปรเจคเตอร์ และหุ่นยนต์แขนกล
“การลงทุนสร้างโซลูชั่นเซ็นเตอร์แห่งใหม่นี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเอปสันที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานขององค์กรธุรกิจในไทย ด้วยนวัตกรรมและโซลูชั่นที่ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มผลิตผล แต่ยังช่วยสร้างความยั่งยืนอีกด้วย เพื่อสร้างสังคมที่ปล่อยคาร์บอนเป็นลบได้ในที่สุด ทั้งยังแสดงถึงความพยายามของบริษัทฯ ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนได้ง่ายยิ่งขึ้น” นายยรรยง กล่าว
Sustainable Value หรือคุณค่าด้านความยั่งยืน คือดีเอ็นเอของไซโก้ เอปสัน คอร์ปอเรชั่น ที่ได้ดำเนินธุรกิจบนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมระยะยาว ‘Environmental Vision 2050’ อย่างจริงจัง โดยมีวัตถุประสงค์ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เป็นศูนย์ในปี 2593 และหยุดการใช้พลังงานจากใต้ดิน และล่าสุด ธันวาคม 2566 บริษัทฯ ได้แถลงความสำเร็จในการเป็นบริษัทแรกในอุตสาหกรรมการผลิตของญี่ปุ่นที่สามารถเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนแบบ 100% ได้ตามกำหนดเวลาที่ให้คำมั่นไว้เมื่อปี 2564 ด้วยการจัดหาพลังงานหมุนเวียนเพื่อมารองรับปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ทุกโรงงานและสำนักงานของเอปสันทั่วโลกใช้ราว 876 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ทำให้เอปสันคาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงได้ราว 4 แสนตันในแต่ละปี นอกจากนี้ เอปสันยังจะผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานหมุนเวียนในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตพลังงานของตัวเองมากขึ้น หรือสนับสนุนการพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ผ่านโครงการความร่วมมือกับพันธมิตร ในขณะที่จะลดปริมาณการใช้พลังงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ ทั้งยังจะเดินหน้าต่อไปในขั้นตอนการหมุนเวียนทรัพยากร จนกว่าจะสามารถเป็นองค์กรที่ปล่อยคาร์บอนติดลบ
สำหรับเอปสันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้ขานรับนโยบายดังกล่าวและร่วมกันผลักดันให้ประเด็นความยั่งยืนกลายเป็นกระแสหลักในสังคมธุรกิจของแต่ละประเทศ ผ่านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม และกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ทั้งยังร่วมมือกับ World Wildlife Fund หรือ WWF ในการทำโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถสร้างแรงกระทบต่อสังคมวงกว้างได้ ในส่วนของเอปสัน ประเทศไทยเอง นอกจากจะให้ความรู้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับคุณค่าด้านความยั่งยืนที่มีอยู่ในเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ ก็ยังได้ทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมมาตลอด โดยในปี 2566 ได้มีการทำแคมเปญ ‘33 x Trees’ เพื่อบอกถึงการก้าวเข้าสู่ปีที่ 33 ของบริษัทฯ ด้วยความตั้งใจที่จะช่วยรักษาผืนป่าของไทย โดยชูประเด็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ที่สูญเสียไปจากไฟป่า ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ เพราะไม่ได้เกิดความเสียหายแค่กับทรัพยากรป่าไม้ แต่ยังทำลายคุณภาพชีวิตของผู้คนด้วยปัญหาฝุ่นควัน
“ในโอกาสที่เอปสัน ประเทศไทย ได้เดินทางมาถึงปีที่ 33 นี้ บริษัทฯ ต้องขอขอบคุณลูกค้าผู้มีอุปการคุณ ตัวแทนจำหน่าย พันธมิตรคู่ค้าจากทั่วประเทศ ทีมงานเอปสัน และสื่อมวลชนทุกสำนัก ที่ให้การสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีมาโดยตลอด การจะอยู่นำหน้าตลาด ปรับตัวให้ทันหรือก่อนการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และสามารถสร้างการเติบโตได้ในทุกปีนั้น เอปสันไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง partnership ที่ดีกับทุกคนจึงเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างมากกับบริษัทฯ และจากปีนี้ไป เอปสัน ประเทศไทยจะไม่เพียงแต่มุ่งมั่นที่จะนำเสนอนวัตกรรม โซลูชั่น และบริการที่ดี ที่สามารถช่วยสร้างคุณค่าสูงสุดให้กับผู้บริโภคได้เท่านั้น แต่จะขอมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนในการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในองค์กรของลูกค้า ในห่วงโซ่ธุรกิจที่เอปสันมีส่วนเกี่ยวข้อง และกับสังคมไทย” นายยรรยง กล่าวทิ้งท้าย