กรรมการสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ ขยายโครงการจังหวัดปลอดบุหรี่ทั่วประเทศ
บทบาทสำคัญในการจัดการงานควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบนั้น คือการขับเคลื่อนด้วยองค์กรที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งการดำเนินงานในประเด็นนี้แม้จะมีมานานกว่า 30-40 ปีแล้วก็ตาม สิ่งที่ยังต้องทำอย่างต่อเนื่องคือการสร้างภาคีเครือข่าย หรือสมาพันธ์ระดับท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการควบคุมยาสูบได้ลึกและรอบด้านมากที่สุด ซึ่งรวมถึงภายในสถานประกอบการด้วย
นายแพทย์วันชาติ ศุภจัตุรัส กรรมการสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ กล่าวว่า สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ขึ้นมา มีทั้งภาคประชาชนและองค์กรต่าง ๆ เข้ามาร่วมเป็นสมาชิก และขยายไปจนถึงองค์กรระหว่างประเทศ โดยขณะนี้มีสมาชิกที่เข้าร่วมกว่า 3,000 รายทั้งในรูปแบบของบุคคลและองค์กร ขณะเดียวกันได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ หรือ ศจย. โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อสร้างความเข้าใจให้ความแก่ประชาชนทั่วไปให้เห็นถึงพิษภัยของบุหรี่อย่างรอบด้าน ท่ามกลางผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยาสูบที่เร่งทำการตลาด นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาสู่สังคมมากขึ้น
นอกจากนี้ หากเป็นการทำงานจากส่วนกลางอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ จึงได้กระจายอำนาจลงในระดับจังหวัด เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบพุทธศักราช 2560 ด้วยการดำเนินงาน "จังหวัดปลอดบุหรี่" โดยมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ในรูปแบบของคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบจังหวัด (คผยจ.) ประสานงานร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม เพื่อร่วมกับขับเคลื่อนในทุกองค์กรที่มีส่วนร่วมของสังคมให้มีการควบคุมยาสูบที่เป็นจริงเป็นจังมากขึ้น เน้นงานด้านการป้องกันมากกว่าการรักษา เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดโรคถาวรจากการสูบบุหรี่ และยังมีการจัดตั้งสมาพันธ์จังหวัดที่ประกอบไปด้วยทุกภาคส่วน เพื่อหนุนเสริมการทำงานของ คผยจ. โดยนำร่องในพื้นที่จังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง อุบลราชธานี ขอนแก่น สงขลา ยะลา ราชบุรี นครนายก จันทบุรี และอีกหลายแห่ง มีหลายจังหวัดที่มีความเข้มแข็งอย่างมาก ซึ่งก็ได้วางแผนไว้ว่าจะขยายงานควบคุมยาสูบของสมาพันธ์ ลงพื้นที่ในทุกเขตบริการสุขภาพทั่วประเทศเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานอย่างทั่วถึง
อุปสรรคที่สำคัญคือการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้การลงพื้นที่เพื่อขยายแนวความคิดในการจัดตั้งสมาพันธ์ระดับจังหวัดไปสู่จังหวัดใกล้เคียง เริ่มได้เพียงแห่งเดียว คือจังหวัดเชียงใหม่ แต่จากการลงพื้นที่ครั้งนั้นทำให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ต้องการเข้าร่วมมาเป็นสมาพันธ์ระดับจังหวัดด้วย เช่น พะเยา แสดงให้เห็นว่าแนวความคิดนี้เริ่มขยายไปยังจังหวัดต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งแม้ว่าในยุคปัจจุบันนี้จะมีการประชุมแบบเสมือนผ่านระบบออนไลน์ มีผู้เข้าร่วมงานได้เป็นจำนวนมากก็ตาม แต่สิ่งสำคัญในการประชุมร่วมกันต่อหน้าคือการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในพื้นที่ซึ่งกันและกัน
ส่วนพลตรี ผศ.นพ.กิฎาพล วัฒนกูล รองประธานคณะอนุกรรมการแรงงาน ฝ่ายสถานประกอบการ กล่าวถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนงานควบคุมยาสูบในสถานประกอบการว่า สถานประกอบการจะมีแรงงานทั้งคนไทยและต่างชาติเป็นจำนวนมาก เมื่อประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว ก็อาจจะเป็นหนึ่งในพื้นที่ทำให้เกิดคลัสเตอร์การระบาดได้ เช่นเดียวกับในตลาด หรือพื้นที่ชุมชน เพราะมีการรวมตัวกัน หากมีการสูบบุหรี่ร่วมด้วยแล้ว ย่อมส่งผลต่อปอดให้อ่อนแอลง เมื่อติดเชื้อจึงมีอาการหนักและมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้มากกว่าคนที่ไม่สูบเลย เพราะพยาธิสภาพของปอดถูกทำให้อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันก็ลดลง ซึ่งในขณะนี้ทั่วโลกเองเริ่มให้การยอมรับมากขึ้นว่า ยังไม่มียาหรือวัคซีนใดที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะฉีดวัคซีนกี่เข็มก็ตาม ก็ยังมีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้ ยิ่งหากอยู่ในสถานที่เสี่ยงเป็นเวลานานยิ่งมีโอกาสติดเชื้อได้สูง
ดังนั้น จึงได้ให้ความรู้เชื่อมโยงกับงานวิจัยให้กับสถานประกอบการ ให้แรงงานได้มองเห็นถึงความเสี่ยงของประเด็นโควิดกับการสูบบุหรี่มากขึ้น ซึ่งสมาพันธ์ก็ได้ดำเนินการรณรงค์เพื่อลดการบริโภคยาสูบในสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการประเมินทุนเดิมว่า แต่ละสถานที่มีการรณรงค์อย่างไร มีกิจกรรมหรือไม่ ทำแบบสอบถาม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้บริหารของสถานประกอบการจะต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจังด้วย
พลตรี ผศ.นพ.กิฎาพล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่สถานประกอบการนั้น ก็ได้ให้กำลังใจแก่แรงงานในการเลิกบุหรี่พูดให้เห็นภาพว่าจะส่งผลดีอย่างไรเมื่อเลิกบุหรี่ไปแล้ว เช่น สุขภาพตนเองจะดีขึ้น เป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้ ครอบครัวมีความปลอดภัยมากขึ้น ไม่เป็นผู้ได้รับควันบุหรี่มือสอง ได้เห็นอนาคตของลูกและครอบครัว หรือว่ามีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้น เพราะประหยัดเงิน ไม่ต้องเอาเงินไปซื้อบุหรี่ หากไม่ซื้อบุหรี่ใน 1 ปี จะมีเงินเพิ่มขึ้นเกือบ 20,000 บาท หากเก็บเงินได้ 2 ปี ก็จะซื้อรถจักรยานยนต์ได้ 1 คัน การที่จะเลิกบุหรี่ได้นั้น ได้ย้ำอยู่ตลอดว่า ความแน่วแน่ของจิตใจคือสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด ขณะเดียวกันสิ่งผู้ประกอบการจะได้รับหลังจากปลอดบุหรี่ คือ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน จากการที่พนักงานมีสุขภาพดี พร้อมทำงานให้กับบริษัท สร้างรายได้ในระยะยาว
“สิ่งที่อยากฝากอีกข้อ คือ การจะให้คนเลิกสูบบุหรี่ได้นั้นจะต้องให้กำลังใจมากๆ เพราะหลายคนหันมาสูบก็เพราะความเครียดสะสม ประกอบกับการโฆษณาของอุตสาหกรรมบุหรี่ที่ให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง ดังนั้น การให้เลิกควรเน้นไปที่กำลังใจมากกว่าการข่มขู่หรือใช้มาตรการที่เด็ดขาด” พลตรี ผศ.นพ.กิฎาพล กล่าวทิ้งท้าย