วงการดิจิทัล เชื่อมั่น "กสทช."ชุดใหม่ หาทางออกลงตัวตามหลักนิติรัฐ
วงการดิจิทัล เชื่อมั่น "กสทช."ชุดใหม่ หาทางออกลงตัวตามหลักนิติรัฐ คาดพิจารณาดีลทรู ดีแทค จบทันตามกรอบ 15 พค. ยึดตามประกาศ กสทช. ปี 2561 เผยประกาศนี้ใช้มาแล้วหลายดีล รวมทั้ง CAT และ TOT
จากการติดตามกระแสเรื่องการควบรวมทรูดีแทค ทำให้ต้องนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่กับประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561 ที่กำหนดกรอบการควบรวมไว้ชัดเจน โดยปรากฏว่ากรณีการควบรวมทรู ดีแทค ทำให้มีหลายคนกลับมากล่าวถึงกฎหมายฉบับนี้อีกครั้ง ทั้งที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2561 ขณะที่การควบรวมทรูดีแทคเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ.2565 หลังจากที่กฎหมายดังกล่าวประกาศใช้นานถึง 4 ปี แต่กลับมีการปล่อยข่าวสร้างความสับสนทำให้เข้าใจว่ามีการแก้กฎหมายนี้เพื่อรองรับควบรวมดีลทรูดีแทคนี้ นอกจากนี้นับตั้งแต่ปี 2561 ที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ได้มีการพิจารณาการควบรวมมาแล้วหลายดีล รวมถึง การควบรวม TOT และ CAT ก็ใช้กฎหมายฉบับนี้ เมื่อมองตามหลักการแล้วจะเห็นว่าการเดินเครื่องกดดัน กสทช. ให้แก้กฎหมาย หรือ ยืดเวลาเกินกว่ากรอบที่กฎหมายกำหนดไว้ อาจถือเป็นการเลือกปฏิบัติที่เป็นธรรม และเฉพาะกรณี ทรู ดีแทค อาจเป็นการขุดบ่อล่อปลาให้ กสทช. อาจต้องเสี่ยงเดินหน้าสู่ศาลปกครองอย่างเสียมิได้
ทั้งนี้กฎหมายฉบับนี้ ได้ถูกนำมาใช้กับการควบรวมก่อนหน้านี้หลายดีล อาทิเช่น ปี 2562 บริษัท ALT Telecom อินเตอร์เนชั่นแนล เกทเวย์ ก็ดำเนินการควบรวมโดยใช้กฎหมายฉบับนี้ ต่อมาในปี 2564 บริษัท ทริปเปิลทีอินเตอร์เนต ก็ควบรวมโดยใช้กฎหมายฉบับนี้ และในปี 2564 เช่นกันรัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคม 2 รายคือ TOT และ CAT ควบรวมกันเป็นบริษัทใหม่ คือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (National Telecom Public Company Limited ตัวย่อ NT) ก็เป็นการควบรวมภายใต้ประกาศ กสทช. ปี 2561
แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า ประเด็นดราม่าที่จะขอไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือ ประกาศ กสทช. ปี 2561 คงเป็นไปได้ยาก เพราะจะเท่ากับเป็นการเลือกปฏิบัติ หาก กสทช. ไม่สามารถดำเนินการพิจารณาได้ตามกรอบเวลาที่ระบุไว้ในกฎหมายคือภายใน 90 วัน (15 พค. 65) อาจสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ถือเป็นการติดกระดุมผิดเม็ดแรกตั้งแต่งานแรก บทบาทของ กสทช. ที่วงการดิจิทัลต้องการเห็น คือการให้ กสทช.เป็นอัศวินขี่ม้าขาวสนับสนุนอุตสาหกรรมให้ไปแข่งในระดับภูมิภาค ดีกว่า การดึง กำกับ ให้อยู่กับที่จนไปสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
“ประเทศไทย เป็นประเทศที่อยู่ในระบบนิติรัฐ คือ เป็นรัฐที่ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายทั้งสิ้น หน่วยงาน ของรัฐและเจ้าหน้าที่ทั้งหลายของรัฐย่อมไม่อาจจะใช้อำนาจหรือทำการ ใด ๆ ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ตามอำเภอใจ แต่จะต้องกระทำการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเท่านั้นและจะต้องกระทำตามหลักเกณฑ์และภายในขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้นอีกด้วย” แหล่งข่าวกล่าว พร้อมระบุต่อไปว่า จากการศึกษาข้อมูล พบว่าประกาศ กสทช.ปี 2561 ที่ว่าด้วยมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคมที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้เพิ่งแก้ไข แต่ได้แก้ไขมานานแล้ว และได้ดำเนินการกำกับการควบรวมมาแล้วหลายกรณี แต่ก็สงสัยว่าทำไมนักวิชาการบางคนกล่าวว่ามีการแก้กฎหมายเพื่อดีลนี้ เพราะในปี 2561 ขณะที่มีการแก้กฎหมาย ตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม วันที่ 19 มกราคม ปี 2561 นั้นกลุ่มทรูและดีแทค ยังไม่ได้มีการควบรวม แต่ได้ยื่นเรื่องหลังจากนั้นอีกเกือบ 4 ปี การกล่าวหาว่ามีแก้กฎหมายเพื่อเอื้อรายใดรายหนึ่งจึงฟังไม่ขึ้น และสร้างความเสียหายต่อ กสทช. ดังนั้นจึงเห็นว่า การสื่อสารของ กสทช. เป็นสิ่งที่สำคัญ กสทช.นั้นเป็นหน่วยงานรัฐ อยู่ภายใต้นิติรัฐ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมาย การกดดันจากภายนอกไม่ให้ปฏิบัติตามกรอบกฎหมายนั้นจึงมีความเป็นไปได้ยาก และขณะนี้คาดว่าน่าจะมีหลายฝ่ายเห็นใจเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานด้วย
นอกจากนี้ บุคคลในวงการดิจิทัลและเทคโนโลยี ต่างมีความเห็นว่า การควบรวมกิจการในยุคดิจิทัลนี้ มีความจำเป็นต่อการปรับตัวของผู้ประกอบการ เพื่อการลงทุนด้านเทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งต้องใช้การลงทุนสูง ใน 2 ปี ที่ผ่านมาคนไทยได้ยินข่าวการปรับตัวของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมาโดยตลอด อาทิเช่น (7 มกราคม 2564) องค์การโทรศัพท์ (TOT) ควบรวมกับการสื่อสารแห่งประเทศไทย (CAT) หลังจากการควบรวมเป็น NT จะเป็นบริษัทที่มีโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรมากที่สุดมูลค่าสินทรัพย์มากถึง 300,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเสาโทรคมนาคมกว่า 25,000 ต้นทั่้วประเทศ เคเบิ้ลใต้น้ำระหว่างประเทศเชื่อมต่อไปยังทุกทวีป ถือครองคลื่นความถี่หลักเพื่อให้บริการรวม 6 ย่านมีปริมาณ 600 เมกะเฮิรตซ์ ท่อร้อยสายใต้ดินมีระยะทางรวม 4,600 กิโลเมตร สายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง 4 ล้านคอร์กิโลเมตร Data Center 13 แห่งทั่วประเทศ และ ระบบโทรศัพท์ระหว่างประเทศที่เข้าถึงจากทุกประเทศในโลก ทั้งนี้ก็เป็นการปรับตัวเพื่อการแข่งขัน ซึ่งได้ควบรวมเสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี
ต่อมา 6 สิงหาคม 2564 เอไอเอส (AIS) ก็มีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยกัลฟ์ (GULF) ทุ่ม 4.86 หมื่นล้าน ปิดเกมซื้อ INTUCH ครองหุ้น 42.25% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่ ผู้บริหารของกัลฟ์ ให้เหตุผลกับนักลงทุนรายย่อย สื่อมวลชน และทีมเศรษฐกิจ ว่า เขาต้องการแพลตฟอร์มด้านการสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อต่อยอดธุรกิจพลังงาน สนามบิน และท่าเรือของกัลฟ์ให้ดำเนินไปสู่ธุรกิจยุคใหม่ที่เป็นดิจิทัลทรานส์ฟอร์มอย่างแท้จริง ดังนั้นการที่ AIS มีผู้ลงทุนที่แข็งแกร่งอย่าง GULF ทำให้มีความพร้อมในการแข่งขันสู่ยุคดิจิทัล
ในขณะที่ตลาดโทรคมนาคมต่างประเทศในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็มีการควบรวม เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น Celcom Axiata ควบรวม Digi.Com ของมาเลเซีย หรือประเทศอินโดนีเซีย ที่บริษัท Indosat ควบรวม PT Hutchison ก็เพื่อให้ทำธุรกิจแข่งขันกันได้ทุกราย ในอิตาลีมีการควบรวมกิจการระหว่าง Wind และ H3G เป็น Wind Tre ปรับตัวพร้อมสู่การแข่งขันใหม่ ที่มีผู้เล่นดิจิทัลมาแข่งขัน ดังนั้น บทบาท กสทช. คือ การส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
ดังนั้นคนในวงการดิจิทัลจึงมองว่า การควบรวม ทรู ดีแทค ก็ไม่แตกต่างจากรายอื่น ในการปรับตัวเพื่อแข่งขันได้ในอนาคต ซึ่งตามข้อมูลที่ประกาศสู่สาธารณะระบุว่าเป็นการร่วมธุรกิจแบบเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ใครซื้อกิจการ ถือเป็นการเดินหน้าสู่การปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ในอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคมที่มีการแข่งขันหนักหน่วงอย่างต่อเนื่อง และการขยายโครงข่าย รวมถึงลงทุนเรื่องเทคโนโลยี และบริการต่าง ๆ เป็นเรื่องจำเป็น ดังนั้นเมื่อร่วมมือกันเงินลงทุนย่อมมากขึ้น สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภคด้วยบริการที่ดีขึ้น
ตัวอย่างเงินลงทุนที่น่าสนใจคือ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ ทรู มีแผนลงทุนโครงข่าย 5G พ.ศ. 2563-2565 กว่า 40,000-60,000 ล้านบาท ส่วน บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค พ.ศ. 2563 ลงทุน 8,000-10,000 ล้านบาทในการขยายโครงข่าย 5G แต่เม็ดเงินเหล่านี้ไม่รวมค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่หลายหมื่นล้านบาท การควบรวมจะทำให้การลงทุนต่อเนื่อง ไม่สะดุด ทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง และต้องลงทุนเพิ่มในการนำเสนอบริการดิจิทัล ปรับองค์กรสู่การเป็นเทคโนโลยีจริง ๆ แล้ว กสทช.มีภารกิจที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศ ได้แก่ ภารกิจที่ 1 คือ เรื่องการประมูลคลื่น ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการในปัจจุบัน มีความแข็งแรงพร้อมในการประมูลคลื่นใหม่ รวมถึง 6G ในอนาคต รวมไปถึงการต่อยอด 5G เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ภารกิจที่ 2 คือ เรื่องการสร้างความแข่งขันที่เท่าเทียม จากการล่าอาณานิคมของผู้ให้บริการ OTT (Over The Top) ในขณะที่โอเปอเรเตอร์ต้องลงทุนเครือข่ายไปสักอีกกี่แสนล้านบาทก็ตาม แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่กลับตกใส่ผู้ให้บริการ OTT อย่างเช่น เฟซบุ๊ก กูเกิ้ล ทวิตเตอร์ แกร็บ ลาซาด้า และที่เหลืออีกมากซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของต่างชาติทั้งสิ้น ภารกิจที่ 3 คือ การประมูลวงโคจรดาวเทียม กสทช. มีหน้าที่ต้องรักษาวงโคจรของประเทศ ซึ่งเป็นความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศในการยกระดับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค